รีวิว : หูฟังไร้สาย Master & Dynamic MW60 HEADPHONE

13363READ
0
SHARE

เมื่อหลายปีก่อน... ผมไม่เชื่อว่าหูฟังจะเป็นส่วนหนึ่งของการบ่งบอกบุคลิกและรสนิยมของเราได้ครับ 

ผมคิดเสมอว่าเป็นหูฟังก็ต้องขายเสียงสิ เสียงดีไว้ก่อนหน้าตาไม่ต้องไปสนใจหรอก อ่อ อาจจะสนใจเรื่องใส่ใช้งานแล้วเบาสบายอีกเรื่องก็ได้แต่ความสวยไม่เป็นไรหรอก... เรื่องเล็กน้อย 

ซึ่งมันก็อาจจะจริงนะครับ แต่เป็นเรื่องจริงเพียงครึ่งเดียว เพราะว่ายังมีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่คิดว่า ไหนๆ ก็ออกแบบให้ได้เสียงดีงามล้ำค่าได้ขนาดนี้แล้ว ทำไมไม่ทำให้มันสมบูรณ์แบบไปเลยเล่า ซึ่งนั่นเป็นความคิดที่ตรงกันกับผู้ผลิตหูฟังจากอเมริกายี่ห้อ มาสเตอร์แอนด์ไดนามิก 'Master & Dynamic'

การออกแบบที่คิดเผื่อมากกว่าเสียง
มาสเตอร์แอนด์ไดนามิก เป็นยี่ห้อหูฟังจากสหรัฐอเมริกาที่ไม่ได้มีแบคกราวน์แน่นหนาเหมือนกับหูฟังแบรนด์เนมยี่ห้ออื่นๆ แต่พวกเขาก็สร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักได้จากสินค้าที่มีออกมาเพียงไม่กี่รุ่น สินค้าที่ทุกคนเห็นแล้วต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า 

“หูยยย สวย”... “โอ้ว แม่เจ้า” 

แบบว่าเสียงดีหรือเปล่ายังไม่ต้องถาม แต่ขอถ่ายรูปหน่อยซิ จะดูดีอะไรขนาดนั้น

ลวดลายหนังที่เห็นก็เป็นแผ่นหนังแท้ๆ genuine leather ห่อหุ้มเข้าไป ไม่ใช่หนังเทียมราคาถูก โลหะก็โลหะจริงๆ ไม่ใช่พลาสติกพ่นสี แถมชิ้นงานยังดูทนทานเหมือนจะให้ใช้กันยันลูกบวช หรือถ้าใช้งานหนักมากจนเสื่อมสภาพกันไปหลายๆ ชิ้นส่วนยังออกแบบให้ถอดหรือแกะออกมาเปลี่ยนอะไหล่ได้อีกต่างหาก นั่นคือบุคลิกที่ชัดเจนมากที่สุดสำหรับหูฟังยี่ห้อนี้

“สวยแล้วเสียงเป็นไง?” ทุกคนที่ยังไม่เคยฟังน่าจะนึกสงสัย 

จากประสบการณ์ที่เคยฟังรุ่น MH40 มาก่อน ผมว่า rich and warm หรือ นุ่มนวล ละมุนละไม เป็นคำอธิบายเสียงของมันได้ตรงใจผมที่สุด ผมเชื่อลึกๆ ว่าคนส่วนใหญ่จะชอบเสียงแบบนี้ และถึงแม้ว่าไม่ชอบแต่ก็ไม่รังเกียจ

หลายเดือนก่อนพอได้ทราบข่าวว่ามาสเตอร์แอนด์ไดนามิกจะมีหูฟังรุ่นใหม่ออกมาอีก แถมเป็นหูฟังแบบไร้สายหรือ wireless ซะด้วย และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่มาสเตอร์แอนด์ไดนามิกทำหูฟังแบบไร้สายออกมา ระหว่างนั้นผมก็แต่แอบจินตนาการไปสิครับว่ารูปร่างหน้าตาของมันจะเป็นอย่างไร และที่สำคัญเสียงจะออกมาเป็นแบบไหน?

ในวันที่ไม่ต้องจินตนาการ
วันแรกที่ทราบข่าวจากน้องๆ พีอาร์ของทางบริษัท Deco2000 จำกัด ผู้นำเข้าหูฟังมาสเตอร์แอนด์ไดนามิก ว่า MW60 หูฟังไร้สายรุ่นใหม่ของทางมาสเตอร์แอนด์ไดนามิกที่ผมพูดถึงนั้นเดินทางมาถึงเมืองไทยแล้ว ผมก็ไม่รอช้าที่จะปลีกเวลาไปขอพิสูจน์ว่าจินตนาการของผมนั้นใกล้เคียงความเป็นจริงสักแค่ไหนสำหรับหูฟังตัวจริงเสียงจริง ที่ไม่ใช่ภาพในอินเตอร์เน็ต

ตัวจริงของ MW60 แทบไม่ต่างจากรูปที่ผมเห็นในเวบไซต์ รูปร่างหน้าตาของมันยังคงต้องย้ำจุดยืนในตัวตนแบรนด์นี้ให้หนักแน่นมากยิ่งขึ้น การออกแบบรูปร่างหน้าตา การเลือกใช้วัสดุ ตลอดจนงานผลิต ได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมมาจากรุ่นก่อนๆ ชัดเจนมาก ชัดเจนเสียจนไม่จำเป็นต้องตรวจ DNA บางส่วนดูดีขึ้นเสียด้วยซ้ำ สายไฟที่โผล่มาตรงระหว่างเอียร์คัพกับก้านเฮดแบนด์ในรุ่นเดิมถูกเก็บซ่อนให้พ้นสายตา ขนาดเฮดแบนด์ปรับได้กว้างขึ้น การออกแบบและเลือกใช้วัสดุยังคงไร้ที่ติเหมือนเช่นเคย 

โครงสร้างและชิ้นส่วนหลักๆ ทั้งหมดทำจากโลหะลูมิเนียมหรือสแตนเลสขึ้นรูปอย่างดีไร้ขอบหรือเหลี่ยมระคายมือ งาน finishing หรืองานทำผิวโลหะเป็นเนื้องานระดับเกรดเอสัมผัสเนียนมือ ตัวอักษรบอกตำแหน่งของหูด้านซ้ายหรือขวาเป็นการสลักด้วยเลเซอร์สุดเนี้ยบและทนหายห่วงไม่ต้องกลัวว่าใช้งานนานๆ แล้วจะเลือนหายไป ข้อต่อหรือข้อพับต่างๆ ให้ความรู้สึกแน่นหนาแข็งแรงเกินหน้าเกินตาหูฟังทั่วๆ ไป

อีกส่วนหนึ่งที่ผมว่าทางมาสเตอร์แอนด์ไดนามิกทำการบ้านมาได้ดีก็คือ การออกแบบปุ่มกด สวิตช์ พอร์ตเชื่อมต่อต่างๆ หรือแม้แต่เสาอากาศบลูทูธที่จำเป็นต้องมีในหูฟังรุ่นนี้ให้ดูกลมกลืนไปกับตัวหูฟัง มันเป็นอะไรที่ดูเรียบง่าย สมถะ ดูรสนิยมสมกับฐานะและภาพลักษณ์ของตัวสินค้าเอง

สิ่งหนึ่งแทบจะเป็นธรรมเนียมของการออกแบบไปแล้วสำหรับหูฟังยี่ห้อนี้ก็คือ การนำวัสดุหนังแท้มาใช้ทั้งส่วนที่เป็นการตกแต่งเพื่อความสวยงามและส่วนที่ถูกใช้งานโดยตรง ใน MW60 ส่วนที่หุ้มด้านนอกของเอียร์คัพและก้านเฮดแบนด์เป็นหนังวัวดิบโชว์ลาย (Heavy grain premium cowhide) ที่มีความสวยงามและทนทาน นิยมใช้ในเครื่องหนังแบรนด์เนมหรูๆ 

สำหรับชิ้นส่วนที่ต้องสัมผัสกับร่างกายโดยตรงเช่น แผ่นรองรอบใบหูหรือเอียร์แพด และด้านในของก้านคาดศีรษะหรือเฮดแบนด์ ทางมาสเตอร์แอนด์ไดนามิกยังคงเลือกหุ้มวัสดุหนังแกะเนื้อนุ่ม (soft lambskin) ที่ให้สัมผัสนุ่มนวลแสนพิเศษชนิดที่หาไม่ได้ง่ายๆ จากวัสดุชนิดอื่น

MW60 มีสีให้เลือก 2 รูปแบบด้วยกันคือ แบบโครงสีเงินกับหนังสีน้ำตาล (Silver Metal / Brown Leather) และแบบโครงสีรมดำปืนกับหนังสีดำ (Gunmetal / Black Leather) ซึ่งราคาไม่แตกต่างกัน สำหรับตัวอย่างหูฟังที่ผมได้รับมาลองฟังในรีวิวนี้เป็นแบบหลัง ตัวจริงมันดูคมเข้มมากเหมาะกับผู้ชายสตรองๆ แมนๆ หรือหญิงสาวบุคลิกทันสมัยที่มั่นใจในความสตรอง

การเลือกใช้วัสดุหนังแท้และโลหะอย่างนี้ในหูฟัง Master & Dynamic MW60 มันทำให้ผมนึกถึงค็อกพิทของรถยนต์ระดับพรีเมียม รถยนต์ที่ทางบริษัทผู้ผลิตไม่ได้ทำสินค้าขายโดยให้ความใส่ใจเพียงเรื่องของสมรรถนะ หากแต่ยังให้ความสำคัญกับเรื่องของสุนทรียะควบคู่กันไป


แกะกล่องแล้วมาลองฟังกัน
การแกะกล่อง MW60 นั้นให้ความรู้สึกที่ไม่แตกต่างจากตอนที่แกะกล่องหูฟังรุ่น MH40 คือนอกจากตัวหูฟังแล้วยังมีอุปกรณ์เสริมกระจุกกระจิกมาให้พร้อมใช้งาน ถุงใส่หูฟัง (ที่พับเก็บย่อส่วนได้) สายหูฟังสำรองสำหรับใช้งานฉุกเฉินในเวลาที่แบตเตอรี่หมด ยังมีกล่องและถุงสำหรับเก็บสายให้มาด้วย รวมทั้งสายยูเอสบี microUSB-USB(Type A)  สำหรับชาร์จไฟให้แบตเตอรี่ในตัวหูฟัง แต่ไม่มีอะแดปเตอร์ชาร์จไฟมาให้เพราะเขาออกแบบมาให้เสียบชาร์จกับคอมพิวเตอร์โดยตรงหรือกับอะแดปเตอร์ชาร์จไฟแบบยูเอสบีมาตรฐานทั่วไปได้เลย

MW60 เป็นหูฟังไร้สายที่ใช้เทคโนโลยีบลูทูธ Bluetooth 4.1 มีไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนชนิดรับเสียงรอบทิศทางหรือ OMNI-DIRECTIONAL บิลต์อินมาในตัวสามารถใช้งานเป็นอุปกรณ์แฮนด์ฟรีได้ด้วย ในส่วนของระบบไร้สายบลูทูธนี้ยังได้เสริมคุณภาพเสียงด้วยเทคโนโลยี aptX ที่ในเวลานี้กำลังได้รับความนิยมแพร่หลายในแวดวงไฮไฟ 

การออกแบบเสาอากาศสำหรับส่งสัญญาณบลูทูธในหูฟังตัวนี้ยังเอาใจใส่ถึงเรื่องของความเรียบร้อยสวยงาม โดยออกแบบเสาอากาศที่ทำจากอะลูมิเนียมถูกผนึกฝังเข้าไปกับกรอบเอียร์คัพได้อย่างแนบเนียน การออกแบบเสาอากาศเช่นนี้ทาง M&D คุยว่าทำให้การรับ-ส่งสัญญาณบลูทูธดีกว่ามาตรฐานปกติทั่่วไปถึง 4 เท่า แบตเตอรี่ชนิดรีชาร์จได้ในตัว MW60 สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ถึง 16 ชั่วโมง เสียบชาร์จกับพอร์ต USB ของคอมพิวเตอร์หรือ USB Charger ทั่วไปได้เลย และพอร์ต microUSB ที่ตัวหูฟังเองยังได้ออกแบบเผื่อเอาไว้ให้ใช้อัพเดตเฟิร์มแวร์ซึ่งอาจจะมีออกมาในอนาคตได้ด้วย

MW60 มีช่วงความถี่ตอบสนองอยู่ระหว่าง 5-25,000Hz สำหรับตัวไดรเวอร์ที่ใช้อยู่ใน MW60 นั้นไม่เป็นที่เปิดเผยในรายละเอียด ทราบแต่เพียงว่าเป็นไดรเวอร์แบบไดนามิกขนาด 45 มิลลิเมตรที่ใช้แม่เหล็กแรงสูงชนิดนีโอไดเมียม ซึ่งสเปคฯ เหล่านี้ดูแทบไม่ต่างจากไดรเวอร์ที่ใช้อยู่ในหูฟังมีสายรุ่น MH40 ของทางมาสเตอร์แอนด์ไดนามิกเองเลย เบื้องต้นจึงเข้าใจว่าอาจจะใช้ไดรเวอร์ตัวเดียวกัน

จากการลองฟังคร่าวๆ โดยการเชื่อมต่อบลูทูธกับสมาร์ทโฟนซึ่งทำได้โดยง่ายจากคำแนะนำในคู่มือ เสียดายว่าการเชื่อมต่อบลูทูธในหูฟังรุ่นนี้ไม่มีระบบแจ้งข้อมูลด้วยเสียงเหมือนอย่างในหูฟังไร้สายของรุ่น SoundLink AE II ของ Bose ไม่เช่นนั้นแล้วการใช้งานในส่วนของระบบไร้สายคงจะง่ายขึ้นยิ่งกว่านี้

ในสภาพใหม่กริ๊บแกะกล่องผมว่า MW60 ให้เสียงที่ถูกจูนมาในแนวทางเดียวกันกับหูฟังรุ่นมีสายของทางมาสเตอร์แอนด์ไดนามิกเอง ผมว่ามันเป็นเสียงที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการฟังความไพเราะของดนตรีอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่คนที่ตั้งธงว่าอยากได้หูฟังเบสดี กลางดี หรือแหลมดีเป็นพิเศษ เสียงแบบ 'warm and rich' ที่เป็น 'ลายเซ็น' ของมาสเตอร์แอนด์ไดนามิกเองยังคงปรากฏชัด เรียกว่าใครที่ชอบหูฟังรุ่นมีสายของเขา ถ้าหากอยากจะได้หูฟังแบบไร้สายไปใช้งาน ตัวเลือกแรกคงหนีไม่พ้น MW60 แน่นอน ไม่ต้องเสียเวลาคิดให้เปลืองรอยหยักในสมองไปเปล่าๆ... ผมว่ามันเป็นหูฟังที่ขายทั้งเสียงและหน้าตานะ แค่หยิบมาใช้ก็ดูเป็นคนที่ 'มีรสนิยม' แล้วล่ะ


ระบบไร้สายไม่ใช่ข้อจำกัดในการปลดปล่อยพลังของดนตรี
ผมใช้งาน MW60 เหมือนกับหูฟังไร้สายอื่นๆ คือใช้งานชีวิตประจำวันทั้งการฟังเพลง ดูหนังหรือคลิปวิดีโอทั่วไปในโลกโซเชียลมีเดียและอินเตอร์เน็ตทำให้ผมมีโอกาสได้ใช้มันอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลานานพอที่จะบอกให้คุณมั่นใจได้ว่า วัสดุที่ดีเยี่ยมของมันไม่ได้มีไว้เพื่ออวดความหรูหราเพียงอย่างเดียว แต่มันยังทำให้การสวมใส่ใช้งานมีความสบาย อย่างเอียร์แพดที่ใช้วัสดุประเภท memory foam หุ้มด้วยหนังแกะเนื้อนุ่ม ใส่นานๆ แล้วผมว่าไม่อมความร้อนและไม่ระคายเคืองมากเหมือนหูฟังที่เอียร์แพดเป็นหนังเทียม ทำความสะอาดง่ายกว่าเอียร์แพดที่เป็นกำมะหยี่ อีกทั้งกลิ่นหนังจางๆ ให้ความรู้สึก luxury ตลอดการใช้งาน อารมณ์เดียวกับการนั่งโดยสารในรถหรูที่การตกแต่งภายในบุด้วยหนังแท้ บางทีกลิ่นหนังมันให้ความรู้สึกหรูได้โดยไม่ต้องมีเหตุผลอย่างนี้แหละครับ


หนังแกะแท้ๆ มันนิ่มมาก... แถมไม่อมความร้อนมากเหมือนหนังเทียม

น้ำเสียงที่ได้จากหูฟังตัวนี้ก็ให้ความรู้สึกที่ไม่ได้แตกต่างกันนัก มันเป็นลักษณะของเสียงสำหรับการฟังเพลงอย่างมีรสนิยม โดยไม่เกี่ยงแนวเพลง ใช่แล้วครับหูฟังไร้สายตัวนี้สามารถรับใช้คุณได้ไม่ว่าคุณจะชอบเพลงหรือดนตรีแนวใด ถ้าหากให้คุยจำเพาะลงไปสักนิดดึงสุ้มเสียงของมันผมว่าหูฟังตัวนี้ให้เสียงที่ฟังเอาฟังสนุกก็ได้ ฟังเอาความนุ่มนวลก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด บุคลิกในภาพรวมค่อนมาทางนุ่มเล็กน้อยในย่านความถี่กลางถึงสูง ยังไม่ใช่ลักษณะของหูฟังที่เสียงเปิดใสกระจ่างหรือโปร่งโล่งจนกลายเป็นจุดเด่น

ขณะเดียวกันมันแลกกลับมาด้วยเสียงที่มีเนื้อแน่นกระชับ อิมแพ็คคมชัด สดและมีชีวิตชีวา ลีลาความสดปรากฏชัดเป็นพิเศษเมื่อได้ฟังกับแนวดนตรีที่สนับสนุนกัน เช่น ซาวนด์แทรคจากภาพยนตร์เรื่อง Deadpool ที่ฟังมันฟังสนุกเร้าใจดีมาก แต่ละเสียงที่พรั่งพรูออกมาถูกถ่ายทอดผ่าน MW60 ได้โดยง่ายราวกับว่ามันเป็นเรื่องสามัญธรรมดาที่ไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไร แต่ที่จริงแล้วมันเป็นตรงกันข้ามต่างหาก

ยิ่งเวลาเวลาในการลองฟังเพิ่มขึ้นไปไปมากเท่าใด เสียงที่ผมได้ยินก็ยืนยันอีกครั้งว่า MW60 เป็นหูฟังที่ได้รับการจูนเสียงในภาพรวมมาแบบกลางๆ เป็นหูฟังที่ให้เสียงฟังได้ตั้งแต่ Diana Krall, Willie Nelson, Daft Punk ไปจนถึง Dream Theater เมื่อเทียบกันกับหูฟังไร้สายรุ่น SoundLink AE II ของโบส 'Bose' เสียงที่ได้จากหูฟังของโบสจะมีสมดุลเสียงที่โปร่งเบากว่า สมดุลค่อนไปทางเสียงกลางและเสียงแหลมมากกว่า ขณะที่ MW60 จะออกไปทางนุ่มแน่น แถมยังถ่ายทอดรูปวงของมิติเสียงที่ฟังดูเหมือนจะกว้างกว่า ให้เสียงที่เป็นอิสระหลุดออกไปจากศีรษะได้ชัดเจนกว่า นี่อาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้บุคลิกความนุ่มนวลของ MW60 ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเป็นปัญหาเลยตลอดการทดลองใช้งาน ไม่ว่าจะฟังดนตรีแนวใด

คุณภาพของระบบเสียงไร้สายในหูฟัง MW60 ทำให้ผมยิ่งทึ่งมากขึ้นไปอีกเมื่อได้มีโอกาสได้ลองเปรียบเทียบการใช้งานแบบกับการต่อสายหูฟังตามปกติ ที่จริงสายหูฟังที่เขาให้มาด้วยนี้ตั้งใจออกแบบเอาไว้ใช้ในเวลาฉุกเฉินตอนที่แบตเตอรี่ในตัวหูฟังหมดพลัง แต่ด้วยความสงสัยและอยากลองเทียบ การเสียบฟังจากสายหูฟังเหมือนหูฟังปกติทั่วไปอย่างจงใจจึงเกิดขึ้นโดยไม่ต้องรอให้แบตฯ หมด ซึ่งก็ไม่ได้มีพิธีรีตองที่ซับซ้อนอะไรเพียงแค่เสียบสายหูฟังข้างหนึ่งเข้าไปที่ช่องเสียบ 3.5mm ที่ตัวหูฟัง (3.5mm Passive Audio input) ก็เป็นอันใช้งานได้

ใครที่คาดหวังว่าการเสียบสายหูฟังจะได้เสียงที่ดีกว่าการฟังแบบไร้สาย ในที่นี่ผมไม่แน่ใจว่าจะต้องบอกว่าดีใจด้วยหรือเสียใจด้วยกันแน่ เพราะสำหรับ MW60 ผลลัพธ์มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ผมพบว่าการใช้งานแบบเสียบสายแม้ว่าจะให้น้ำเสียงที่ได้ยังไปในโทนเดียวกันกับตอนที่ฟังผ่านระบบไร้สาย แต่ในรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ นั้นไม่ได้เหนือกว่าและออกจะเป็นรองนิดๆ เสียด้วยซ้ำ 

ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าถ้าฟังจากสมาร์ทโฟนหรือเครื่องเล่นดิจิตอลที่ไม่ได้ใช้วงจรภาคเสียงที่คุณภาพเข้าขั้นสุดยอดอะไรมากมาย เมื่อฟังแบบเสียบสายภาคถอดรหัสและแอมป์ในตัวเครื่องเล่นเพลงเหล่านั้นจะมีอิทธิพลกับเสียงอย่างมาก แล้วมันก็มักจะให้คุณภาพเสียงที่ด้อยกว่าถอดรหัสและแอมป์ในตัวหูฟัง MW60 ซึ่งเข้ามาจะทำหน้าที่แทนเมื่อผมฟังผ่านระบบไร้สาย ส่วนหนึ่งเป็นไปได้ด้วยว่าวงจรสำหรับระบบไร้สายเหล่านั้นถูกออกแบบมาให้เข้ากันกับตัวหูฟังแบบแทบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดิ้นรนไปเลือกใช้งานแบบเสียบสายโดยไม่มีความจำเป็น สรุปก็คือระบบไร้สายใน MW60 นั้นเสียงดีพออยู่แล้ว ส่วนสายที่เขาให้มาก็เก็บเอาไว้ใช้ฟังแก้ขัดตอนที่หูฟังแบตฯ หมดเถอะครับ


หูฟังสำหรับผู้มีรสนิยมสุนทรีย์
มาถึงตรงนี้คงไม่ต้องอรรถาธิบายอะไรให้มากความอีกแล้วครับ เพราะ Master & Dynamic MW60 ได้พิสูจน์ตัวมันเองอย่างชัดแจ้งแล้วว่าปรัชญาและแนวทางการออกแบบของพวกเขา มิได้เป็นอุปสรรคต่อทั้ง 'คุณภาพเสียง' และ 'ความสะดวกในการใช้งาน' 

MW60 มาพร้อมกับน้ำหนักที่เบาลงและขนาดที่กว้างขึ้นเมื่อเทียบกับ MH40 ซึ่งเป็นหูฟังรุ่นมีสายยี่ห้อเดียวกัน ทำให้การสวมใส่ใช้งานมีความสบายมากขึ้น สำหรับผมมันอึดอัดน้อยลงอย่างชัดเจน เปิดกว้างมากขึ้นสำหรับศีรษะรูปทรงต่างๆ ที่แน่นอนที่สุดก็คือ 'ระบบเสียงไร้สาย' ที่ไม่ทำให้ผมต้องหวนคิดถึงการใช้งานสายหูฟังใดๆ เลยตลอดทั้งการรีวิว ในแง่ของคุณภาพและบุคลิกเสียงผมว่ามันถอดแบบมาจากหูฟังรุ่นมีสายของพวกเขาเองเลยก็ว่าได้ แต่ไม่ใช่อะไรที่เหมือนกันเป๊ะเพราะผมรู้สึกว่ามันเสียงดีกว่ารุ่นมีสายเสียอีกนะครับ อาจจะไม่ใช่ความแตกต่างในปริมาณที่มากมายนักแต่ก็ชัดเจนว่าเหนือกว่า

ในขณะที่ผมไม่ได้รู้สึกว่าเสียงของ MW60 มีข้อบกพร่องใดๆ จากความเป็นหูฟังแบบไร้สาย อีกด้านหนึ่งซึ่งแน่นอนว่าการที่มันไม่สายหูฟังมาระโยงระยางเชื่อมต่อให้เกะกะ ความสะดวก ความน่าใช้ ในตัวหูฟังรุ่นนี้จึงสอดคล้องไปทางเดียวกันกับคุณภาพของวัสดุระดับพรีเมียมที่คอยดึงดูดให้อยากหยิบจับมันขึ้นมาใช้งานอยู่เป็นประจำด้วย ส่วนหนึ่งเพราะมันเสียงดีเหลือเกินที่เหลือคือความภาคภูมิใจในรสนิยม พฤติกรรมเช่นนี้ผมเชื่อว่าใครที่ตัดสินใจเลือก MW60 ไปใช้งานก็คงรู้สึกได้ไม่ต่างกัน เพราะว่ามันคือหูฟังไร้สายสำหรับคนที่มีรสนิยมสุนทรีย์โดยแท้


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือซื้อสินค้าได้ที่
Marconi :  Central Embassy ชั้น 4    
Meridian : Emquartier  ตึก Helix ชั้น 3 
Siam Discovery  ชั้น 2
iStudio by Copperwired : สาขา Siam Paragon, Central World, Central Embassy และ  Silom Complex
Munkonggadget  : Central Pinklao    ชั้น 3
Hear by Munkonggadget : Siam Paragon ชั้น 2

ราคา 21,900 บาท


MORE INFO BUY NOW