เลือกซื้อและใช้งานเอวีรีซีฟเวอร์อย่างไรให้คุ้มค่า

เอวีรีซีฟเวอร์เปรียบได้ดั่งขุมกำลังของระบบโรงภาพยนตร์ภายในบ้าน เป็นตัวคอยเชื่อมโยงแหล่งกำเนิดสัญญาณ, ลำโพง และสิ่งที่จะเห็นบนหน้าจอให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

เพื่อนำพาความมหัศจรรย์ในโรงภาพยนตร์ในย่อส่วนไว้ในบ้าน ทำให้ได้เราอยู่ในบรรยากาศของความขบขัน, ซาบซึ้ง, สั่นประสาท หรือว่าสนุกสุดเหวี่ยงได้

แต่ถ้าหากคุณยังเป็นมือใหม่สำหรับอุปกรณ์ภาพและเสียง เอวีรีซีฟเวอร์ซึ่งมักจะมีขนาดใหญ่โต บรรจุเอาไว้ด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กและขั้วต่อสัญญาณต่าง ๆ เต็มไปหมด อาจทำให้เกิดความกลัวหรือความหวั่นเกรงในการใช้งานขึ้นได้

บทความนี้จะเป็นการแนะนำแนวทางในการใช้งานทั้งหมด นับตั้งแต่การเลือกเอวีรีซีฟเวอร์ที่เหมาะกับความต้องการ, ในการเชื่อมต่อจำเป็นต้องทราบอะไรบ้าง ตลอดจนขั้นตอนการปรับเซตคุณภาพเสียงแบบอัตโนมัติเบื้องต้น

รวมถึงเคล็ดลับเพิ่มเติมเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพของชุดขยายเสียงสำหรับโรงภาพยนตร์ใหม่ภายในบ้านของคุณ แล้วคุณจะทราบว่าทั้งหมดนั้นไม่ใช่เรื่องยากเกินความเข้าใจเลย

การเลือกซื้อเอวีรีซีฟเวอร์
เอวีรีซีฟเวอร์อาจจะดูซับซ้อนแต่ก็สามารถทำความเข้าใจในการเลือกซื้อได้ง่ายกว่า ชุดเครื่องเสียง Hi-Fi หรือเครื่องเล่น AV ตัวอื่น ๆ จะว่าไปแล้วเอวีรีซีฟเวอร์อาจจะดูเหมือน ๆ กันหมดเน้นความทนทาน ตัวเครื่องสีดำ ๆ (บางครั้งก็สีเงิน) เป็นกล่องสี่เหลี่ยม ซึ่งก็เป็นเรื่องดีเพราะจะได้ตัดตัวเลือกในเรื่องรูปลักษณ์ออกไปได้

แต่ก่อนจะเลือกหาเอวีรีซีฟเวอร์จำเป็นจะต้องตรวจสอบ 3 เรื่องหลักดังต่อไปนี้ซะก่อน เริ่มด้วยจำนวนลำโพงที่มีอยู่, จำนวนอินพุต HDMI ที่ต้องการ และงบประมาณ

5.1 หรือ Dolby Atmos?
หากตัดสินใจที่จะมีระบบเสียงรอบทิศทางติดตั้งใช้งานภายในบ้านแล้ว คุณจำเป็นจะต้องรู้ว่าภายในห้องที่จะติดตั้งสามารถจัดวางลำโพงได้ทั้งหมดกี่ตัว จะเลือกจัดวางในแบบทั่วไป 5.1 แชนเนล หรือเลือกแบบจัดเต็มกับระบบ Dolby Atmos ซึ่งนั่นเป็นตัวกำหนดสำหรับการเลือกภาคขยายเสียง ซึ่งจะต้องรองรับกับจำนวนลำโพงที่มีการติดตั้งใช้งาน

หากมีห้อง/พื้นที่ติดตั้งเพียงลำโพง 5 ตัวและซับวูฟเฟอร์ (ขั้นต่ำสำหรับระบบเสียงรอบทิศทาง) เอวีรีซีฟเวอร์ที่เลือกใช้เป็นแบบ 5.1 แชนเนลก็เพียงพอแล้ว

แต่หากมีความคิดที่จะเพิ่มจำนวนแชนเนลลำโพงให้ครอบคลุมพื้นที่ทางด้านบนด้วยแล้ว ระบบเสียง Dolby Atmos ก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสม ดังนั้นการลงทุนกับเอวีรีซีฟเวอร์ที่มีภาคขยายเสียง 9 หรือ 11 แชนเนลก็มีความเหมาะสม

หากต้องการติดตั้งระบบเป็น Dolby Atmos ตั้งแต่ต้น สิ่งแรกคือยินดีกับคุณด้วยที่มาถูกทางแล้ว จากนั้นอย่าลืมสำรวจเอวีแอมป์อีกครั้งหนึ่งว่ารองรับระบบเสียง Dolby Atmos ด้วยหรือไม่

โดยส่วนใหญ่แอมป์ที่รองรับระบบเสียงนี้จะมีราคาประมาณ 2 หมื่นบาทเป็นต้นไป ในการเลือกแอมป์ให้เข้ากับระบบ Dolby Atmos แนะนำให้แอมป์รองรับลำโพงที่ติดตั้งบนเพดานอีก 4 ตัว ได้ด้วย (รองรับ 5.1.4 หรือ 7.1.4 แชนเนล)

ไม่แนะนำให้เลือกที่ติดตั้งได้แค่ 2 แชนเนล (5.1.2 หรือ 7.1.2) เพราะว่าลำโพงทางด้านบนเพียง 2 ตัว ไม่สามารถรองรับเอฟเฟ็กต์เสียงบรรยากาศได้รายล้อมได้อย่างสมจริง หากต้องการที่จะสัมผัสบรรยากาศเสียงทางด้านบน ดื่มด่ำไปกับความเป็น 3 มิติของเสียง แนะนำให้ใช้ลำโพงทางด้านบน 4 ตัว

อินพุต HDMI ควรมีกี่ช่อง?
ควรแน่ใจซะก่อนว่าจำนวนอินพุต HDMI เพียงพอต่อแหล่งสัญญาณต่าง ๆ ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องเล่นบลูเรย์, เครื่องเล่นเกม, set-top box รวมทั้งมันรองรับภาพระดับ 4K และ HDR (HDCP2.2) ด้วยหรือไม่ หากหนังที่เรามีอยู่ส่วนใหญ่เป็นแผ่นบลูเรย์ 4K HDR

แอมป์ส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับช่องเชื่อมต่ออะนาล็อกแบบเดิม ๆ เพื่อรองรับอุปกรณ์ที่ออกมาก่อนที่จะมีช่อง HDMI อย่างเช่น เครื่องเล่นวิดีโอเทป VHS

ในเอวีรีซีฟเวอร์รุ่นเล็กก็ให้ขั้วต่อมาเพียงพอสำหรับการใช้งานในเบื้องต้น

ควรจ่ายเท่าไรดี?
ราคาเป็นปัจจัยสำคัญด้วยเช่นกัน คุณสามารถซื้อเอวีรีซีฟเวอร์ได้ตามที่มีงบประมาณอยู่ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็จะกลายมาเป็นตัวช่วยในการเลือกและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ตามหลักการทั่วไป ถ้าแอมป์มีราคาอยู่ที่ประมาณ 10,000-15,000 บาท โดยมากคุณจะได้ เอวีรีซีฟเวอร์แบบ 5.1 แชนเนล, อินพุตHDMIจำนวนหนึ่ง และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไม่ได้

หากขยับราคาขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 20,000 บาทขึ้นไป เราควรจะได้เอวีรีซีฟเวอร์ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งการเชื่อมต่อ Wi-Fi, รองรับระบบเสียง Dolby Atmos, DTS: X, ระบบภาพ 4K HDR Pass-through, อินพุต HDMI จำนวนหลายช่อง, รวมไปถึงฟีเจอร์สตรีมมิ่งเพลง รวมอยู่ในเครื่องเดียว

สำหรับในงบประมาณระดับเกิน 40,000 บาทขึ้นไป เราควรจะได้ทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้น แต่พิเศษด้วย ภาคขยายเสียงที่มีพละกำลังที่มากขึ้น ได้เนื้อเสียงที่อิ่มใหญ่มากขึ้น มีขั้วต่อลำโพงให้ใช้งานมากขึ้น ปรับแต่งเสียงได้ละเอียดยิ่งขึ้น และอีกหลากหลายความสามารถที่เพิ่มขึ้นตามราคา

สำหรับในเอวีรีซีฟเวอร์ระดับไฮเอนด์ ควรจะมีคุณสมบัติเหล่านี้เพิ่มเติมเช่น การเชื่อมต่อ Wi-Fi, Bluetooth, รองรับการเชื่อมต่อกับ Spotify, เล่นเพลงจาก TIDAL ได้, เล่นไฟล์ DSD ได้, รองรับการสตรีมมิ่งเพลงความละเอียดสูง (Hi-Res Audio) และรองรับ Multi-room

การเชื่อมต่อทุกอย่างเข้ากับเครื่อง
ขอแสดงความยินดี สำหรับผู้ที่เลือกเอวีรีซีฟเวอร์ของตัวเองได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ถึงเวลาเชื่อมต่อทุกอย่างเข้ากับเครื่อง

เมื่อเห็นจำนวนช่องเชื่อมต่อทางด้านหลังเครื่องอาจจะมองว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่หากใช้เวลาในการติดตั้งปรับเซตทุกอย่างให้ถูกต้องในครั้งแรกครั้งเดียว ก็จะไม่ต้องทำอีกเลย

ขั้วต่อด้านหลังเอวีรีซีฟเวอร์รุ่นใหญ่ที่เต็มไปด้วยขั้วต่อสารพัดให้ใช้งาน

ก่อนอื่นใดแนะนำให้ปิดเครื่องเพื่อเชื่อมต่อเสียบสายลำโพง สายสัญญาณของซับวูฟเฟอร์และสายสัญญาณอื่น ๆ เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังออกลำโพง หรือเกิดการลัดวงจรทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ในระบบเสียหาย

โดยมากแล้วที่หลังตัวเครื่องได้มีการระบุชื่อขั้วต่อสายต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน อย่างเช่น แอมป์ของ Denon ใช้รหัสสีแทนเป็นตัวกำกับขั้วลำโพงแชนเนลต่าง ๆ ทั้ง 5 ชุด (หรือมากกว่า) เพื่อให้ผู้ติดตั้งใช้งานสังเกตได้ง่ายขึ้น

ส่วนขั้วต่อสายสำหรับ ลำโพง Surround back, ลำโพง Front height และ Front Width ซึ่งใช้งานในระบบเสียง Dolby Atmos ชุดขั้วต่อลำโพงเหล่านี้มักกำกับเอาไว้ว่า “assignable” หรือ “5.1.2ch” หรือ “Extra SP”

ขั้วต่อลำโพงหลังเครื่องของ Denon ใช้รหัสสีกำกับบอกตำแหน่งลำโพง

ถ้าหากต้องการเล่นคอนเทนท์แบบ 4K HDR ให้มองหาช่อง HDMI ที่กำกับไว้ด้วยคำว่า “HDCP2.2” ในบางกรณีอินพุต HDMI ที่รองรับ HDCP2.2 มีเพียงแค่ช่องเดียว ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเครื่องเล่นบลูเรย์ 4K เชื่อมต่อเข้ากับขั้วดังกล่าวอย่างถูกต้อง

หากสังเกตที่ช่องอินพุต HDMI แต่ละช่องจะมีการพิมพ์แจ้งชื่อแหล่งที่มาของสัญญาณแต่ละช่องไว้ ไม่ว่าจะเป็น Blu-ray, DVD, CD, Game, CBL / SAT, เครื่องเล่นมีเดียและอื่น ๆ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

การระบุชื่อบนช่องต่อต่าง ๆ นั้น นอกจากให้ง่ายต่อการจดจำอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อใช้งานอยู่แล้วทางผู้ผลิตยังมุ่งหวังให้ผู้ใช้เชื่อมต่อให้ตรงตามชื่ออุปกรณ์ เพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด อย่างเช่น ช่องอินพุต Blu-ray ออกแบบมาให้วงจรมีเส้นทางเดินสัญญาณสั้นที่สุด ส่งตรงไปยังโปรเซสเซอร์ อันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ออกมาดีที่สุด

มีอีก 2 ขั้วต่อที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ Ethernet ซึ่งเหมาะจะใช้งานเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตแบบมีสาย ซึ่งมีเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือมากกว่าการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi

และสำหรับพอร์ต USB ทางด้านหน้าเครื่อง นอกจากจะสามารถเล่นไฟล์มีเดียต่าง ๆ ที่อยู่ในอุปกรณ์ USB ได้แล้ว ยังสามารถใช้ชาร์จสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้อีกด้วย (ถ้าช่องนั้นสามารถจ่ายกระแสได้มากพอ)

การปรับตั้งค่า
นี่คือส่วนที่ใช้เวลานานที่สุดในการเริ่มต้นการใช้งานเอวีรีซีฟเวอร์

เอวีรีซีฟเวอร์ส่วนใหญ่มาพร้อมกับไมโครโฟนสำหรับการตั้งค่า เพียงแค่เสียบเข้ากับเครื่อง ระบบก็จะตั้งค่าและปรับเทียบคุณภาพเสียงแต่ละแชนเนลให้โดยอัตโนมัติ

โดยระบบจะทำการตรวจสอบจำนวนลำโพงที่มีอยู่ในห้อง ตรวจวัดระยะห่างระหว่างลำโพงกับจุดนั่งฟังและปรับระดับความดังของลำโพงแต่ละตัว ในกรณีที่เป็นเครื่องที่ปรับเทียบได้ละเอียดกว่า (มักจะราคาแพงกว่าด้วยเช่นกัน) ก็อาจเพิ่มการปรับเสียงโดยละเอียดเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพห้องด้วย

เอวีรีซีฟเวอร์สมัยใหม่ที่มาพร้อมกับไมโครโฟนสำหรับการปรับเทียบและตั้งค่าระบบเสียง

ก่อนอื่นขอแนะนำให้เริ่มการปรับเทียบแบบอัตโนมัติหลังจากที่ได้เชื่อมต่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เพื่อจะได้ใช้งานระบบได้ทันทีโดยที่ยังไม่ต้องไปวุ่นวายกับอะไรมากจนเกินไป อย่างน้อยก็พอจะใช้งานได้ก่อน

ในการปรับเทียบระบบจะทำงานอย่างต่อเนื่องจนเสร็จสิ้นกระบวนการ เมื่อเสียบไมโครโฟนปรับเทียบเข้ากับเครื่องก็เพียงทำตามคำแนะนำบนหน้าจอไปตามลำดับและปล่อยให้ระบบทำการปรับเทียบเองโดยอัตโนมัติ

โดยมากจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีจนเสร็จสิ้นขั้นตอน แต่ในบางกรณีอาจต้องการปรับเทียบคุณภาพเสียงหลายครั้งเพื่อความละเอียดในการตั้งค่า ก็จะใช้เวลานานขึ้นกว่าปกติ

แนะนำให้เริ่มการปรับเทียบแบบอัตโนมัติหลังจากที่ได้เชื่อมต่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว

หากทำการติดตั้งลำโพง Dolby Atmos เอาไว้ จำเป็นจะต้องตั้งค่าในส่วนของภาคขยายให้ถูกต้องก่อนจะทำการปรับเทียบ

โดยแนะนำให้ใช้การปรับค่าติดตั้งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง (อาจต้องค้นหาค่าที่ต้องการปรับตั้งจากเมนูย่อยที่เกี่ยวข้องกับระบบเสียง) เพื่อบอกให้เครื่องรู้ว่าลำโพงที่ใช้เป็นลำโพงสร้างบรรยากาศทางด้านบนนั้นเป็นลำโพงแบบยิงสะท้อนเพดาน (อย่างเช่น KEF : R50s) หรือเป็นลำโพงติดอยู่บนเพดานแล้วยิงเสียงลงมา จากนั้นถึงจะทำการปรับเทียบได้

โดยระบบจะถามความสูงของเพดานห้องเพื่อนำไปใช้ในการตรวจสอบและปรับตั้ง

จากนั้นก็จำเป็นต้องบอกเครื่องว่าเรามีการใช้ลำโพงซับวูฟเฟอร์ หนึ่งหรือสองตัว ส่วนระดับความดังของซับวูฟเฟอร์ที่ใช้ในการปรับเทียบควรเปิดไว้ประมาณครึ่งหนึ่งก่อนในระหว่างการปรับเทียบ

เมื่อปรับเทียบเรียบร้อยทดลองฟังจากภาพยนตร์ที่เปิดทดสอบจริง หากเสียงในย่านต่ำดังหรือเบาเกินไปก็สามารถปรับเพิ่มลดความดังของซับวูฟเฟอร์เพื่อชดเชยได้อีกเล็กน้อย

ในระหว่างการปรับเทียบหากเกิดสัญญาณเตือนความผิดพลาดของลำโพง (หรือตรวจสอบไม่เจอลำโพง) ให้ตรวจสอบการเชื่อมต่อสายลำโพงใหม่อีกครั้ง ว่าแน่นหนาดีหรือไม่ หรือบางครั้งความผิดพลาดอาจเกิดจากเชื่อมต่อสายลำโพงสลับขั้วบวก-ลบก็เป็นได้

ระบบการปรับเทียบส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีความถูกต้องแม่นยำสูง แต่อย่างไรก็ดีแนะนำว่าควรทบทวนตรวจสอบการตั้งค่าลำโพงด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ทั้งระยะห่างลำโพงกับจุดนั่งฟัง ค่าความดังเสียงของลำโพงแต่ละตัว

ซึ่งเรายังสามารถปรับแต่งค่าต่าง ๆ ได้ตามต้องการอีกครั้งหนึ่ง โดยเชื่อใจในหูของตัวเอง หากฟังแล้วรู้สึกผิดปกติซึ่งอาจเกิดข้อผิดพลาดในระบบก็เป็นไปได้

สิ่งสำคัญที่ควรจะต้องเปลี่ยน คือ เมื่อเครื่องตรวจสอบลำโพงแล้วแจ้งขนาดลำโพงผิด เช่น จากลำโพงเล็กเป็นลำโพงใหญ่ หรือจากลำโพงใหญ่เป็นเล็ก (ซึ่งเกิดขึ้นได้เสมอ) เมื่อพบก็ควรปรับเปลี่ยนค่าให้ถูกต้อง

นักเล่นที่มีความชำนาญอาจทดลองปรับตั้งค่าด้วยวิธีของนักทดสอบ โดยใช้มิเตอร์วัดความดันเสียง (หรือใช้แอปพลิเคชั่นวัดความดันเสียงในสมาร์ทโฟนที่ทำงานได้เหมือนกัน) ในการปรับเซตค่าระดับความดังของลำโพงแต่ละตัว

หากมีการเปลี่ยนชุดลำโพง เปลี่ยนตำแหน่งนั่งฟัง ตำแหน่งลำโพง หรือย้ายเฟอร์นิเจอร์ในห้อง ควรจะต้องทำการปรับเทียบใหม่ทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง ที่สำคัญไม่ควรทำไมโครโฟนตั้งค่าที่มากับเครื่องสูญหาย

โหมดเสียงรอบทิศทางและ DSP
ในขณะที่กำลังปรับเทียบอย่างละเอียดและพร้อมที่จะเล่นหนังบลูเรย์ จะสังเกตเห็นตัวเลือก โหมดเสียงรอบทิศทาง และ DSP ปรากฏให้ได้เลือกใช้งาน

DSP : Digital Signal Processing (การประมวลผลทางด้านสัญญาณดิจิทัล) นั้นอาจให้เสียงที่แตกต่างไปจากโหมดเสียงในแบบ Dolby หรือ DTS ด้วยลักษณะเสียงที่ปรับแต่งมาให้เหมาะกับประเภทของหนังอย่างเช่น Drama / Sci-Fi / Adventure / Games

ในบางกรณีอาจมีตัวเลือกให้ลองฟังเสียงที่มีการจำลองบรรยากาศความแปลกใหม่เพิ่มเข้ามาอย่างเช่น การจำลองอะคูสติกเสียงของโบสถ์ ห้องโถง คลับแจ๊ส หรือแม้กระทั่งโรงละคร

แต่เนื่องจากนักเล่นส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้เสียงมีสีสันอื่นปะปนเข้ามา อยากได้เฉพาะเสียงจริงจากแหล่งกำเนิดเสียงที่เน้นคุณภาพเสียงเป็นสำคัญ เครื่องส่วนใหญ่จึงออกแบบโหมดเสียงที่เน้นคุณภาพเสียงเป็นหลักอย่างเช่น ‘straight’, ‘direct’ หรือ ‘pure direct’ ออกมาให้ใช้ด้วย

โดยระบบส่งผ่านสัญญาณเสียงอันบริสุทธิ์จากแหล่งกำเนิด ผ่านระบบถอดรหัสเสียงรอบทิศทางแล้วส่งตรงไปยังเอาต์พุตโดยไม่เสริมเพิ่มสีสันอื่นใดเข้าไปในเนื้อเสียง

ซึ่งแต่ละยี่ห้ออาจออกแบบการทำงานแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่จะออกแบบให้เส้นทางเดินของสัญญาณเสียงไม่ถูกรบกวนจากวงจรส่วนอื่น เป็นการรักษาทางเดินของสัญญาณเสียงให้หมดไปจากสิ่งรบกวน

อีกสิ่งหนึ่งที่จะแนะนำคือ ถ้าหากจะรับชมเนื้อหาหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์ กีฬา วิดีโอเกม หรือ ฟังเพลงแบบสเตอริโอ ผ่านเอวีรีซีฟเวอร์ที่มีอยู่

ควรจะตั้งค่าลัดสำหรับเนื้อหาแต่ละประเภทที่ต้องการ อย่างเช่น โหมดภาพยนตร์สำหรับการรับชมหนัง โหมดเสียงสเตริโอสำหรับการฟังเพลงเพียงอย่างเดียว และโหมด DSP สำหรับการเล่นเกม จากนั้นก็บันทึกค่าต่าง ๆ ไว้เรียกใช้ให้ตรงกับความต้องการได้สะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาตั้งค่ากลับไปกลับมา

พร้อมใช้งาน
เมื่อทดสอบเอวีรีซีฟเวอร์เป็นที่เรียบร้อยควรปล่อยให้เครื่อง “ทำงาน” (เล่นติดต่อกันหนึ่งหรือสองวัน) ไปจนเสียงที่รับรู้ฟังดูดีที่สุดก่อนที่จะนั่งฟังแบบจริงจังเนื่องจากคุณจะต้องใช้งานขยายเสียงไปอีกนาน จึงควรทำให้เสียงดีที่สุดก่อนที่จะใช้งานจริง

ท้ายสุดก่อนจะสุดท้ายเรามีข้อสังเกตบางอย่างเกี่ยวกับเอวีรีซีฟเวอร์ที่อยากให้คุณรู้:

• เอวีรีซีฟเวอร์มีขนาดใหญ่และหนัก ในการจัดวางควรหาพื้นที่บนชั้นวางให้เหมาะสม

• ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเมื่อติดตั้งไปแล้วสามารถระบายอากาศได้ดี เนื่องจากขณะใช้งานจะเกิดความร้อนขึ้นจากภายในตัวเครื่องแผ่ออกมา

• การปิดหน้าจอแสดงผลของเอวีรีซีฟเวอร์ นอกจากไม่มีแสงแยงตาในที่มืดแล้ว โดยมากมักจะทำให้เสียงดีขึ้น

• แอปฯ ที่ติดตั้งในสมาร์ทโฟนอำนวยความสะดวกได้ดีเลยทีเดียวแต่จะต้องแน่ใจว่าสามารถควบคุมจากระยะไกลได้เป็นอย่างดีโดยไม่ต้องเล็งไปที่หน้าเครื่องเหมือนรีโมตคอนโทรลตามปกติ

• แนะนำให้เข้าไปดูทุกโฟลเดอร์และโฟลเดอร์ย่อยในเมนูปรับตั้งค่าของเครื่อง จะพบกับการตั้งค่าที่เป็นประโยชน์แอบซ่อนอยู่อีกมาก

• ใช้สายลำโพงและสาย HDMI คุณภาพดี เพื่อระบบจะได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

• พยายามเก็บสายลําโพงทั้งหมดไม่ให้พันกันมากจนเกินไปเป็นการลดสัญญาณรบกวนที่จะเกิดขึ้น

• ตรวจสอบการอัปเดตซอฟต์แวร์ของเครื่องอย่างสม่ำเสมอ

• อย่ายึดถือการบอกกำลังขับจากผู้ผลิตมากนัก เพราะผู้ผลิตแต่ละรายจะใช้มาตรฐานในการให้บอกกำลังขับที่แตกต่างกัน จึงทำให้การเปรียบเทียบตัวเลขกำลังขับโดยตรงในเครื่องต่างรุ่นต่างยี่ห้ออาจทำให้เข้าใจผิดไปจากความเป็นจริงได้

ซึ่งบางครั้งตัวเลขที่แสดงอาจจะดูมาก (เช่น 250W) แต่เอาเข้าจริงเอวีรีซีฟเวอร์กลับไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเหมือนที่ระบุไว้ หรืออาจทำได้แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขบางอย่างเท่านั้น

• คำแนะนำสุดท้าย: ก่อนที่จะนั่งพักผ่อนเพลิดเพลินไปกับการรับชมภาพยนตร์ให้เปิดเอวีรีซีฟเวอร์ให้ทำงานทิ้งไว้ก่อนประมาณ 15-20 นาที เพื่อเป็นการอุ่นเครื่อง จะทำให้เสียงที่ได้ยินไพเราะกว่าตอนที่เครื่องยังไม่ร้อน

ธวัชชัย อุไรรัตน์

ชื่นชอบดนตรีและเครื่องเสียงตั้งแต่ ปวช. ประกอบเครื่องเสียงใช้เองตั้งแต่เริ่มแรก ผ่านประสบการณ์ทางด้านเสียง/โฮมเธียเตอร์มาแล้วหลายรูปแบบ ทั้งนักวิจารณ์เครื่องเสียง/โฮมเธียเตอร์ เป็นทีมงานเครื่องเสียงให้เช่า (ติดตั้งโครงสร้าง วางลำโพง เซ็ตระบบเสียงทั้ง PA และ Monitor มิกซ์เสียง) ผ่านงานติดตั้งระบบมินิเธียเตอร์ ทั้งระบบภาพ 3D แบบ Passive (2 Projector Stack) และระบบเสียง 7.1 แชนเนล ผ่านการอบรม The Sound Master มีผลงานเขียนตีพิมพ์อย่างต่อเนื่อง ติดตามเทคโนโลยีอยู่เสมอ

ธวัชชัย อุไรรัตน์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.