มาทำความรู้จัก “microSD card” กันเถอะ

ในยุคที่อุปกรณ์ดิจิทัลทั้งหลายได้เข้ามาเป็นกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรา การบันทึกไฟล์ข้อมูลมัลติมีเดียทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ข้อมูลเอกสารต่าง ๆ ไฟล์ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวหรือไฟล์เสียงล้วนแล้วแต่ต้องการ ‘สื่อบันทึกข้อมูลดิจิทัล’ หรือ digital media storage แทบทั้งสิ้น

เมื่อพูดถึงสื่อบันทึกข้อมูลดิจิทัลเราอาจจะนึกถึงสื่อบันทึกข้อมูลหลากหลายชนิดที่เรารู้จัก ทว่าในยุคที่อุปกรณ์ดิจิทัลที่เราสามารถพกพาติดตัวได้ (mobile digital devices) ได้รับความนิยมแพร่หลายขั้นสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, กล้องดิจิทัล, กล้องแอคชั่นแคม, อุปกรณ์บันทึกเสียง, เครื่องเล่นเพลงระบบดิจิทัล ฯลฯ สื่อบันทึกข้อมูลดิจิทัลจำพวกแฟลชเมมมอรี่ทั้งหลายมักจะเป็นอะไรที่เรานึกถึงก่อนเสมอ โดยเฉพาะการ์ดบันทึกข้อมูลขนาดเล็กจิ๋วอย่างไมโครเอสดี ‘microSD card’ ที่เริ่มเข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ

โดยเฉพาะในกลุ่มอุปกรณ์สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, กล้องแอคชั่นแคม และเครื่องเล่นเพลงระบบดิจิทัล ซึ่งนับวันจะถูกดีไซน์ให้มีขนาดเครื่องเล็กและบางลง การจัดสรรพื้นที่ภายในตัวเครื่องซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดจึงจำเป็นต้องพึ่งพาสื่อบันทึกข้อมูลดิจิทัลที่มีขนาดตัวสวนทางกับประสิทธิภาพอย่าง microSD card

ทว่า microSD card ที่คุณเห็นโดยทั่วไปว่ามันมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันอย่างกับแกะ ขนาดเล็กเพียงปลายนิ้วก้อย บางเฉียบราวกับแผ่นกระดาษ ต่างกันเพียงแค่สีสันและการพิมพ์ลายตัวอักษรตลอดจนตัวเลขและสัญลักษณ์ต่าง ๆ เท่านั้น … ที่จริงแล้วมันเหมือนหรือแตกต่างกัน? … ทำไมยี่ห้อเดียวกันความจุข้อมูลเท่ากันแต่ราคาไม่เท่ากัน? … สัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่พิมพ์อยู่บนแผ่นการ์ดเล็กจิ๋วนั้นมีความหมายว่าอย่างไร? เนื้อหาต่อจากนี้ไปมีคำตอบทั้งหมดรออยู่ครับ!

ความจุข้อมูลของ microSD card
ในปัจจุบัน microSD card ความจุสูงจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทนั่นคือ SDHC (SD High Capacity) ซึ่งมีความจุระหว่าง 2GB-32GB และ SDXC (SD Extended Capacity) ซึ่งมีความจุระหว่าง 32GB-2TB ตามมาตรฐานล่าสุดที่กำหนดเพดานความจุสูงสุดเผื่อเอาไว้มากมายถึง 2TB

แต่ในโลกความเป็นจริง microSD card ที่ผลิตออกมาจำหน่ายในปัจจุบัน (เมษายนปี 2016) ยังมีความจุสูงสุดเท่าที่ทำได้อยู่ที่ 512GB เป็นของยี่ห้อ Microdia รุ่น Xtra Elite ซึ่งราคายังแพงลิบลิ่วถึง $1,000 หรือราว ๆ สามหมื่นกว่าบาท

ถ้าหากมองเป็นรุ่นที่มีความจุลดลงมา แต่ก็ยังนับว่ามีความจุเยอะมากสำหรับการใช้เก็บข้อมูล หรือใช้เพิ่มพื้นที่ความจุข้อมูลในอุปกรณ์สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต microSD card ในกลุ่มความจุค่อนข้างสูงตั้งแต่ 64GB-200GB ซึ่งปัจจุบันราคาลงมาอยู่ในระดับไม่กี่ร้อยบาทจนถึงสองพันกว่าบาท ก็ถือว่าเป็นราคาในระดับที่น่าลงทุนซื้อหามาใช้งานแล้วครับ มีงบประมาณเท่าไรก็ซื้อหากันตามสะดวกได้เลยครับ

เครื่องเล่น Digital Audio Player ของ Lotoo ที่เคลมว่ารองรับ microSD ถึง 2TB

อย่างไรก็ดีใช่ว่างบประมาณจะเป็นเรื่องเดียวที่คุณต้องสนใจ เนื่องจากอุปกรณ์ดิจิทัลแต่ละรุ่นมีความสามารถในการรองรับความจุสูงสุดของ microSD card ไม่เท่ากัน บางรุ่นรองรับเพียง 32GB บางรุ่น 64GB

ขณะที่บางรุ่นรองรับมากกว่านั้นอย่างเช่นสมาร์ทโฟน Huawei Mate 8 ซึ่งรองรับถึง 128GB หรือ Samsung Galaxy S7 Edge ซึ่งรองรับถึง 200GB หรือเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาของยี่ห้อ Lotoo ซึ่งเคลมว่ารองรับ microSD card ได้ถึง 2TB ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจซื้อโดยการเลือกตัวแปรความจุข้อมูล อย่าลืมศึกษาสเปคฯ ของเครื่องที่จะเอา microSD card ไปใช้งานด้วยนะครับ

ความเร็วของ microSD card
นอกจากเรื่องความจุข้อมูลแล้ว ‘ความเร็ว’ ในการอ่านหรือบันทึกข้อมูลก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ใช้แบ่งแยกคุณภาพและราคาของ microSD card เนื่องจากข้อมูลบางอย่างต้องการความรวดเร็วฉับไว หากตัวสื่อบันทึกข้อมูลไม่สามารถตอบสนองได้เร็วพอ การบันทึกข้อมูลลงไปก็อาจจะเกิดความบกพร่องเสียหายได้ นี่ยังไม่นับเรื่องของการถ่ายโอนข้อมูลกันระหว่างอุปกรณ์ซึ่งความเร็วของตัว microSD card ก็มีผลด้วยเช่นกัน

หลังจากที่พิจารณาเรื่องของความจุแล้ว ความเร็ว (speed bus) จึงเป็นเรื่องต่อมาที่ต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการงานที่เกี่ยวข้องกับการบันทึกภาพนิ่งด้วยความเร็วสูง (burst photos) หรืองานบันทึกวิดีโอรายละเอียดสูงอย่างเช่น วิดีโอ Full HD 1080P หรือ Ultra HD 4K การเลือก microSD card ที่เร็วกว่ามักจะให้ผลลัพธ์หรือประสิทธิภาพในการใช้งานที่ดีกว่าเสมอ แน่นอนว่าก็ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน และนั่นเป็นที่มาของการเลือกใช้ให้เหมาะสม

<ภาพประกอบจาก sdcard.org>

อุปกรณ์สมัยใหม่ในปัจจุบันแทบทั้งหมดจะรองรับมาตรฐานความเร็วสูงหรือ high-speed class ทั้ง 3 มาตรฐานดังต่อไปนี้ได้แก่ Class 10, UHS-1 Class 1 และ UHS-1 Class 3 โดยคำว่า UHS นั้นย่อมาจากคำว่า ‘Ultra High Speed’ บางครั้งอาจจะเห็นเขียนว่า UHS-I แทน UHS-1 คือใช้เลขโรมันแทนเลขอารบิคนั่นเอง

โดยทั่วไปเป็นไปได้ที่ microSDHC และ microSDXC จะมีให้เลือกใช้ทั้ง 3 Class เนื่องจากในการออกแบบนั้นเรื่องของ ‘ความจุ’ และ ‘ความเร็ว’ ไม่ได้มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันโดยตรง สำหรับความเร็วของ microSD card จะแบ่งแยกเป็นส่วนของการอ่านข้อมูล (read) และการบันทึกข้อมูล (write) ซึ่งผู้ผลิตมักจะแจ้งตัวเลขความเร็วสูงสุดเอาไว้เพื่อจูงใจผู้บริโภค

แต่ในบทความนี้จะแจ้งเป็นตัวเลขความเร็วต่ำสุดของแต่ละ Class เพื่อให้คุณเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน ส่วนความเร็วสูงสุดนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละ Class และสินค้าแต่ละรุ่นของแต่ละยี่ห้อ

  • Class 10 มีความเร็วต่ำสุดอยู่ที่ 10MB/s รองรับการถ่ายภาพนิ่งด้วยความเร็วสูงและวิดีโอ Full HD 1080P
  • UHS-1 Class 1 มีความเร็วต่ำสุดอยู่ที่ 10MB/s รองรับการถ่ายภาพนิ่งด้วยความเร็วสูงและวิดีโอ Full HD 1080P
  • UHS-1 Class 3 มีความเร็วต่ำสุดอยู่ที่ 30MB/s รองรับการถ่ายภาพนิ่งด้วยความเร็วสูง, วิดีโอ Full HD 1080P และ Ultra HD 4K
ความแตกต่างของการ์ด UHS-I และ UHS-II ที่จะเห็นว่ามีขั้วต่อเพิ่มขึ้นมาอีก 1 แถว <ภาพประกอบจาก sdcard.org>

นอกจากมาตรฐานความเร็วที่นิยมใช้แพร่หลายตามที่ว่ามาแล้ว ในปัจจุบันยังมีอีกหนึ่งมาตรฐานความเร็วแต่ยังไม่เป็นที่นิยมใช้แพร่หลายและยังมีอุปกรณ์ที่รองรับอย่างจำกัดนั่นคือมาตรฐาน UHS-2 หรือ UHS-II ซึ่งจะมี pin ขั้วต่อพิเศษเพิ่มมาอีก 1 แถว จุดเด่นของ UHS-II คือความเร็วที่สูงมากระดับ 1000x-1800x

ซึ่งบางยี่ห้ออย่างเช่น Lexar เคลมว่าสามารถอ่านข้อมูลด้วยความเร็วสูงถึง 270 MB/s และบันทึกได้ด้วยความเร็วระดับ 245 MB/s นับว่าเป็น microSD card ที่บ้าพลังใช้ได้เลย

microSD card UHS-II Class 3 ความเร็วสูงมากจาก Lexar

นอกจากที่ว่ามาแล้วในอดีตคุณอาจจะเคยเห็น Class 2, Class 4 หรือ Class 6 บนตัว microSD card ซึี่งปัจจุบันต้องบอกว่ามันล้าสมัยสุด ๆ และไม่ควรเลือกซื้อมาใช้แล้ว นอกเสียจากว่าอุปกรณ์ของคุณเองก็ล้าสมัยสุด ๆ ด้วยเช่นกัน

การอ่านสัญลักษณ์บนตัว microSD card
บนตัว microSD card การแจ้งตัวเลขความจุ (GB หรือ TB ถ้ามี) หรือประเภทของการ์ด (SDHC, SDXC) สำหรับยี่ห้อที่มีมาตรฐานสูงมักจะพิมพ์ให้เห็นกันอย่างชัดเจน ส่วนเรื่องของความเร็วแต่ละ Class ก็มักจะแจ้งเอาไว้ด้วยเช่นกันเพื่อยืนยันความเร็วต่ำสุดที่ตัวการ์ดสามารถตอบสนองได้

อย่างเช่น Class 10 ก็จะเป็นตัวเลข 10 ที่ล้อมรอบด้วยตัวอักษร ‘C’ แต่ถ้าหากเป็น UHS-1 Class 1 และ Class 3 ก็จะเห็นเป็นตัวอักษร ‘U’ แล้วมีเลข 1 หรือ 3 อยู่ข้างใน บางครั้งเราอาจจะเห็นตัวอักษร ‘I’ หรือ ‘II’ ซึ่งเป็นเลขโรมันแสดงว่า microSD card นั้น ๆ เป็น UHS-I หรือ UHS-II

ความแตกต่างของสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่อยู่บนตัว microSD card

ระวังของปลอม ของเลียนแบบ ของคุณภาพต่ำ
“ของถูกและดีไม่มี มีแต่ของดีราคาสมเหตุสมผล” ยังคงเป็นคำแนะนำที่สามารถนำมาใช้ได้กับเวลาเลือกซื้อ microSD card หลายครั้งที่เห็นของราคาถูกผิดปกติให้หยุดคิดสักนิด แล้วพิจารณาดูว่าทำไมมันถึงได้ถูกนัก มีอะไรไม่ชอบมาพากลแอบซ่อนอยู่หรือเปล่า

ยิ่งพักหลังมานี้เรามักจะหาซื้อ microSD card ได้ง่ายมากจากตามร้านขายของทั่วไปตามตลาดสินค้าจิปาถะ หรือตามงานแสดงสินค้าไอที หรืออาจจะง่ายกว่านั้นคือการช้อปปิ้งออนไลน์ โอกาสมีความเสี่ยงจะเจอสินค้าคุณภาพต่ำ สินค้าทำปลอมหรือจงใจทำเลียนแบบให้ดูคล้ายของมียี่ห้อ เป็นอะไรที่พบเห็นได้ง่ายมาก ๆ บางทีวางขายกันเกร่อตามงานแสดงสินค้าไอทีก็มีบ่อย ๆ

ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจซื้อเรื่องแรกที่ต้องพิจารณาก็คือ อย่าเห็นแก่ของราคาถูก ข้อควรพิจารณาต่อไปก็คือ ให้เลือกยี่ห้อที่ไว้ใจได้ ก็ยี่ห้อที่คุ้นเคย เคยได้ยินมาก่อน หรือสินค้าที่มีการรับประกัน จะเป็นการรับประกันระยะยาว รับประกันคืนเงินหากไม่พอใจสินค้า หรือรับประกันใด ๆ ก็ได้ครับที่มั่นใจได้ว่าถ้าไม่ชอบใจหรือตรวจพบว่าเป็นของไม่มีคุณภาพตามที่คาดหวัง จะสามารถเปลี่ยนคืนเป็นเงินกลับมาได้

ถ้าไม่มีเงื่อนไขเหล่านี้ ขอเตือนว่า ‘อย่าเสี่ยง’ มีร้านค้าหรือแหล่งอื่น ๆ ให้เลือกซื้ออีกเยอะครับ หรือถ้าหากต้องการตรวจสอบก็ลองเข้าไปที่เวบไซต์ thecounterfeitreport.com หรือค้นหาข้อมูลจาก Google เพื่อตรวจสอบในเบื้องต้นก่อนก็ดีครับ ด้วยความปรารถนาดีจากใจ

มนตรี คงมหาพฤกษ์

บรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้นจากความหลงใหลงานอิเล็กทรอนิกส์ ดี.ไอ.วาย. จากนั้นก็มาชอบเครื่องเสียง เล่นทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังจริงจังกับเรื่อง Voice Assistant และ AI

มนตรี คงมหาพฤกษ์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.