รีวิว Audiovector : QR1

เมื่อพูดถึงลำโพงหรือ Loudspeaker คนที่เล่นเครื่องเสียงมานาน หรืออย่างน้อยคนที่อยู่ในวัยใกล้เคียงกับผมคงต้องทราบแน่นอนว่าประเทศเดนมาร์กนอกจากมีชื่อเสียงเรื่องของโคนม และทีมฟุตบอลซึ่งเคยสร้างตำนานคว้าแชมป์ฟุตบอลยุโรปอย่างเหนือความคาดหมายในปีค.ศ. 1992 แล้ว ยังมีเรื่องของ “ลำโพง” ที่ชนชาตินี้มีความชำนาญไม่เป็นรองใคร ทั้งในแง่ขององค์ความรู้ เทคนิควิทยาการ ตลอดจนกระบวนการผลิต

ถึงกับเคยมีคำกล่าวว่า เดนมาร์กเป็น “ถิ่นกำเนิดของลำโพงระดับโลก” ลำโพงชื่อดังหลายยี่ห้อที่เรารู้จักกันดี ใช้ไดรเวอร์หรือตู้ลำโพงที่ผลิตจากประเทศเดนมาร์ก มีทั้งที่ออกแบบเองแล้วมาจ้างโรงงานผลิตลำโพงในเดนมาร์กผลิตให้ หรือมาเลือกวัตถุดิบที่มีการผลิตอยู่แล้วไปใช้งาน บ้างก็ร่วมกับผู้ผลิตในเดนมาร์กวิจัยและพัฒนาเพื่อนำไปใช้งานในดีไซน์ที่ต้องการคุณสมบัติเฉพาะบางประการ เรียกว่า เดนมาร์กเป็นตักศิลาของวิทยาการด้านลำโพง ก็คงไม่ผิดจากความเป็นจริงนัก

ขณะเดียวกันประเทศเดนมาร์กก็มิได้เป็นเพียงแค่ผู้คอยสนับสนุนลำโพงแบรนด์ดังเท่านั้น ประเทศนี้ยังมีลำโพงแบรนด์ดังของตัวเองอยู่หลายยี่ห้อ เช่น Dynaudio, Dali, GamuT, Raidho, Bang & Olufsen, System Audio, Audiovector รวมทั้งยี่ห้อที่ชื่อยังไม่คุ้นหูอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งในที่นี้นับเฉพาะแบรนด์ที่ทำเป็นลำโพงทั้งตัวเลยนะครับ ยังไม่นับแบรนด์ที่ทำเฉพาะชิ้นส่วนหรืออะไหล่ของลำโพงเป็นหลักอย่าง Scan-Speaker, Vifa หรือ Peerless

รู้จัก Audiovector ลำโพงน้องใหม่ในบ้านเรา แต่เก๋ามาตั้งแต่ปี 1979
เมื่อเร็ว ๆ นี้ผมมีโอกาสได้ฟังลำโพงรุ่นใหม่ของยี่ห้อออดิโอเวคเตอร์ “Audiovector” ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มาจากเดนมาร์ก จากรายชื่อผู้ผลิตลำโพงสัญชาติเดนมาร์กที่ได้พูดถึงข้างต้น ดูเหมือนยี่ห้อ Audiovector จะยังใหม่มากสำหรับนักเล่นเครื่องเสียงชาวไทย

ทาง Elpa Shaw ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายหลักในประเทศไทยก็แจ้งมาว่านี่เป็นครั้งแรกที่ลำโพงยี่ห้อนี้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

Audiovector ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ.1979 โดย Ole Klifoth ปัจจุบันมีสำนักงานอยู่ที่เมืองโคเปนเฮเก้น ประเทศเดนมาร์ก หลักปรัชญาที่ถูกใช้ในการออกแบบลำโพงยี่ห้อนี้ในภาพรวมก็คงไม่ได้แตกต่างไปจากลำโพงคุณภาพดียี่ห้ออื่น ๆ แต่จะเน้นเป็นพิเศษในเรื่อง การตอบสนองไดนามิก, ความถูกต้องของเฟสเสียง และการให้เสียงที่มีลักษณะไม่ถูกอั้นถูกกดเอาไว้ (linear dynamic, linear phase, low compression)

ลำโพงรุ่นแรกที่ออกวางจำหน่ายในปี 1979 ชื่อรุ่น ทราเปซ “Trapez” ถูกสร้างขึ้นตามแนวคิดดังกล่าว ไดรเวอร์ทั้ง 3 ตัว ได้หยิบเอาไดรเวอร์ของยี่ห้อ Dynaudio และ Scan-Speak มาโมดิฟายให้เป็นไปตามแนวคิด low compression โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ความแม่นยำในการตอบสนองต่อสัญญาณฉับพลัน หรือสัญญาณ impulse

Audiovector Trapez

แผงหน้าของตู้ลำโพงมีลักษณะลาดเอียงเพื่อจัดเรียงได้ไดรเวอร์ทั้ง 3 ตัวมีศูนย์กลางของอะคูสติกเฟสตรงกัน ไดรเวอร์แต่ละตัวถูกเชื่อมต่อกับวงจรครอสโอเวอร์ลำดับที่ 1 ซึ่งมีความลาดชันจุดตัดความถี่เพียง 6dB ตัวตู้ลำโพงออกแบบโดย Lars Mathiesen,  Industrial Desinger ชื่อดังเจ้าของรางวัลนักออกแบบยอดเยี่ยมของเดนมาร์ก 5 สมัย

Audiovector Trapez พิสูจน์ความสำเร็จขั้นต้นด้วยยอดขาย 25,000 คู่ตลอดช่วง 10 ปีที่ได้ออกวางจำหน่าย จากนั้นลำโพงยี่ห้อนี้ก็ได้มีการพัฒนา ปรับเปลี่ยนดีไซน์มาตามยุคสมัย ตามเทคโนโลยีที่ได้อุบัติขึ้นในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งรายละเอียดสามารถหาอ่านได้ที่ลิงก์นี้

Audiovector QR1 กับไฮบริดไดรเวอร์และความถี่ 105 kHz!
ก่อนตัดสินใจอุ้มเจ้า Audiovector QR1 กลับมาทำรีวิว ทาง Elpa Shaw เปิดโอกาสให้ผมเลือกรุ่นลำโพงที่อยากรีวิวได้อย่างอิสระ ผมใช้เวลาไม่นานเลือกเอารุ่นเล็กสุดที่เป็นลำโพงสำหรับฟังเพลงอย่าง QR1 ด้วยหลาย ๆ เหตุผล

แต่เหตุผลหนึ่งที่นึกถึงในเวลานั้นคือ อยากรู้ว่าเมื่อถูกจำกัดด้วยงบประมาณ เขาจะทำออกมาได้ดีแค่ไหน ผมว่ามันท้าทายดีออก แต่จะเรียกลำโพงรุ่นนี้ว่าเป็นรุ่นประหยัดก็คงพูดได้ไม่เต็มปากเท่าไรนะครับ เพราะราคาของ QR1 อยู่ที่คู่ละ 38,000 บาท หากเป็นบางยี่ห้อคงอยู่ในระดับมิดเรนจ์ไปแล้ว

QR1 เป็นลำโพงเล็ก 2 ทาง 2 ไดรเวอร์ (ตัวขับเสียง) ออกแบบเป็นลำโพงระบบตู้เปิด มีรีเฟลกซ์พอร์ตแบบ slot อยู่ด้านหน้าของตู้ซึ่งทางผู้ผลิตเรียกว่า “Q-port bass reflex” ช่วงความถี่ตอบสนองตั้งแต่ 45Hz-45kHz จุดตัดความถี่ 3kHz ความไว 87dB อิมพิแดนซ์เฉลี่ย 4 โอห์ม น้ำหนัก 6.2 กิโลกรัมต่อข้าง ผิวตู้ลำโพงมีให้เลือก 3 สี คือ สีขาว, สีดำเปียโน (แบบในรีวิว) และลายไม้ Dark Walnut

แม้ว่าจะเป็นลำโพง 2 ทางตัวตู้ทรงสี่เหลี่ยมธรรมดา แต่ลำโพงรุ่นนี้ก็ทำให้สะดุดตาด้วยตัวไดรเวอร์ที่ดูแปลกตาแตกต่างจากลำโพงทั่วไปในยุคนี้ ตัวไดรเวอร์กลาง/ทุ้มที่กรวยโค้งเว้าเหมือนก้นกระทะว่าแปลกแล้ว ตัวทวีตเตอร์สีทองสี่เหลี่ยม ๆ นั่นยิ่งดูแปลกตากว่า แถมยังเป็นไดรเวอร์คนละประเภทกัน ตัวหนึ่งเป็นไดรเวอร์แบบไดนามิก อีกตัวเป็นไดรเวอร์แบบ AMT หรือ Air Motion Transformer ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าลำโพงรุ่นนี้เป็นไดรเวอร์ระบบไฮบริด

ไดรเวอร์กลาง/ทุ้มของ QR1 เป็นไดนามิกไดรเวอร์ขนาด 6 นิ้ว มีกรวยหรือไดอะแฟรมทำจากวัสดุที่ออกแบบขึ้นมาใช้งานโดยเฉพาะ มองภายนอกอาจดูเป็นกรวยอะลูมิเนียมเหมือนไดรเวอร์กรวยโลหะทั่วไป แต่จากรายละเอียดทางเทคนิคที่ผู้ผลิตเขาแจ้งไว้ทำให้ทราบว่ามันไม่ใช่การเอาอะลูมิเนียมมาปั้มขึ้นรูปธรรมดา แต่เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากลำโพงรุ่นไฮเอนด์ SR-series และ R-series ของ Audiovector เอง

เทคโนโลยีที่ว่าเป็นการนำเอาอะลูมิเนียมเกรดอวกาศยาน (Aero Space Grade Aluminum) บาง ๆ 2 ชิ้นมาประกบกันเหมือนแซนวิชแล้วสอดไส้ด้วยวัสดุที่มีเนื้ออ่อนนุ่มกว่าคั่นอยู่ตรงกลาง ส่งผลให้ไดรเวอร์ตัวนี้มีไดอะแฟรมที่มีน้ำหนักเบา มีความแกร่ง เมื่อทำงานร่วมกับระบบแม่เหล็กคู่ (Dual Magnet) มันจึงทำหน้าที่ผลักอากาศในลักษณะของลูกสูบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามตำรายอมรับกันว่าถ้าไดรเวอร์มีคุณสมบัติเช่นนั้น เสียงที่ถ่ายทอดออกมาจึงมีความผิดเพี้ยนต่ำ

ลักษณะการประกบกันของกรวยโลหะในไดรเวอร์ของ QR1

สำหรับทวีตเตอร์ซึ่งใช้ไดรเวอร์แบบ AMT หรือ Air Motion Transformer นั้นเป็นเทคโนโลยีที่ถูกคิดค้นขึ้นโดย Dr. Oskar Heil มีจุดเด่นคล้ายทวีตเตอร์แบบริบบ้อนหรือพลานาร์แมกเนติก คือตัวไดอะแฟรมมีลักษณะเป็นแผ่นฟิล์มที่มีความบางและเบามาก แถมยังมีพื้นที่กว้างกว่าทวีตเตอร์แบบโดม สามารถผลักอากาศได้ในปริมาณมากกว่า

ไดรเวอร์แบบ AMT ซึ่งไดอะแฟรมเป็นแผ่นฟิล์มที่ถูกพับเป็นรอยจีบ ยิ่งเพิ่มพื้นที่ในการผลักอากาศได้มากขึ้นแล้วยังให้ตัวได้ดีกว่าไดอะแฟรมที่เป็นแผ่นฟิล์มเรียบ จึงเป็นที่นิยมใช้ในลำโพงระดับไฮเอนด์หลาย ๆ รุ่นโดยเฉพาะลำโพงสมัยใหม่ที่ต้องการแบนด์วิดธ์กว้าง ๆ เนื่องจากไดรเวอร์ AMT โดยธรรมชาติสามารถตอบสนองความถี่สูงได้ดีมาก โดยเฉพาะในระดับอัลตราโซนิก (ความถี่สูงกว่า 20 kHz)

อย่างไดรเวอร์ AMT ที่ใช้ลำโพงรุ่นนี้ ทางผู้ผลิตเขาเคลมว่ามันสามารถตอบสนองความถี่ได้ถึง 45 kHz และมีขีดจำกัดหรือ upper limit อยู่ที่ 105 kHz เลยทีเดียว หมายความถี่มันสามารถทำหน้าที่ได้ถึง 105 kHz เพียงแต่ระดับความดังหรือ amplitude ที่ให้ออกมานั้นเป็นคลื่นเสียงที่บางเบาซะแล้ว ไม่เข้มข้นเท่ากับที่ 45 kHz ตามที่ได้เคลมเอาไว้

แผงหน้าของไดรเวอร์ AMT ใน QR1 ขึ้นรูปจากอะลูมิเนียมเกรดอวกาศยาน ผิวหน้าขัดเป็นรอบเสี้ยนบาง ๆ ทำการอะโนไดซ์เคลือบผิวเป็นสีเทาทังสเตนไทเทเนียมให้ดูหรูและแพงเข้ากับตัวแผงตาข่ายสีทองแชมเปญที่ทำหน้าที่ป้องกันการกระทบกระทั่งให้กับตัวไดอะแฟรมอยู่

เบื้องหลังตาข่ายสีทองสะดุดตานี้มียังมีแผงฟิลเตอร์ที่เรียกว่า S-Stop Filter ทำหน้าที่กรองเสียงแหลมส่วนเกิน ตามแนวคิดเดียวกับแผง POP Filter ที่นิยมใช้กันตามสตูดิโอเพื่อกรองเสียงลมหรือเสียงส่วนเกินจากปากของนักร้องไม่ให้เล็ดลอดไปเข้าที่ตัวไมโครโฟนบันทึกเสียง

ความประทับใจในเบื้องต้น
“มันเป็นลำโพงตู้เหลี่ยม ๆ ที่สวยแฮะ” นั่นเป็นความรู้สึกจริง ๆ ที่ผมคิดตอนยกลำโพงออกจากกล่อง เนื้องานตามจุดต่าง ๆ เนียนกริ๊บ งานประกอบแน่นหนา

หน้ากากของลำโพงรุ่นนี้เป็นผ้าเนื้อโปร่งสีดำหุ้มอยู่บนเฟรมน้ำหนักเบา ยึดกับแผงหน้าตู้ลำโพงด้วยแรงแม่เหล็ก แผงหน้าตู้ลำโพงจึงดูเรียบเนียน ไม่มีรอยหมุดยึดหน้ากากลำโพง น้ำหนักลำโพงก็ใช้ได้เลยคือยกแล้วตึงมือกำลังดี พิจารณาในภาพรวมแล้วมั่นใจได้ว่าตั้งใจขายงานคุณภาพแน่นอน

ด้านหลังตู้ลำโพงประกบด้วยแผ่นโลหะขนาดใหญ่ ซึ่งเข้าใจว่าอาจช่วยให้ตู้ลำโพงมีความแน่นหนามากขึ้น และยังเป็นจุดยึดขั้วต่อสายลำโพงแบบซิงเกิลไวร์ที่มีความมั่นคงไปด้วยในตัว ใต้ฐานตู้ลำโพงเขามีแผ่นซิลิโคนเนื้อนุ่มหนึบกลม ๆ ขนาดประมาณเหรียญบาทติดมาที่มุมตู้ทั้งสี่ ถ้าวางบนขาตั้งแล้วมันไม่เลยอออกจากเพลตบนของขาตั้งก็สามารถวางลงไปโดยตรงได้

แต่ถ้าหากวางแล้วมันล้นออกมาหรือมีลักษณะเกยขอบ ผมแนะนำให้แกะมันออกแล้วปั้นก้อนบลูแท็คหรือวัสดุยี่ห้ออื่นที่มีลัษณะคล้ายกันรองใต้ฐานตู้ลำโพงแทน

ในระหว่างเช็ตอัปผมพบข้อเสียเล็ก ๆ คือตัวตู้ที่เป็นสีดำเงานั้นเป็นรอยนิ้วมือง่ายมากซึ่งก็เป็นเรื่องปกติสำหรับพื้นผิวที่มันเงา ผมสังเกตว่าในกล่องใส่ลำโพงเขามีผ้าสีขาวเนื้อเนียนละเอียดให้มาในกล่องด้วย ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเขาให้มาเช็ดรอยนิ้วมือหรือเปล่า แต่ผมลองใช้เช็ดรอยนิ้วมือแล้วมันก็ได้ผลดี ไม่ทำให้ตัวตู้เป็นรอยขนแมวด้วยครับ หากที่บ้านมีผ้าไมโครไฟเบอร์เนื้อละเอียดก็สามารถเอามาใช้เช็ดได้เหมือนกัน

ในระหว่างการเลือกแมตชิ่งกับอุปกรณ์ในซิสเตมที่จะใช้ด้วย และในขั้นตอนการเซ็ตอัปตำแหน่งลำโพง ผมพบว่าระดับความยากในการแมตชิ่งและเซ็ตอัปลำโพงคู่นี้ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไรนักสำหรับคนที่พอมีประสบการณ์มาบ้างแล้ว จากความรู้สึกผมมันง่ายกว่า Revel Concerta2 M16 ซึ่งให้เสียงที่มีลักษณะแจกแจงและช่างฟ้องมากกว่า

หลังจากที่ผมแพ็คลำโพง DALI SPEKTOR 2 ที่รีวิวไปก่อนหน้านี้เพื่อส่งคืนทาง Elpa Shaw ลำโพง QR1 ก็ถูกยกเข้าไปแทนที่แล้วเปิดฟังเสียงเลยโดยที่ยังไม่ได้เซ็ตอัปอะไรกันมากมาย

ผมนั่งพิจารณามันจากตำแหน่งที่นั่งฟัง ลำโพงที่อยู่ตรงหน้าผมก่อนหน้านี้และในเวลานี้มีขนาดใกล้เคียงกัน แต่ถ้าหากดูจากขนาดแล้วคิดว่าเสียงมันคงไม่หนีสักเท่าไร ถือว่าเป็นการประเมินที่คาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงอย่างมากครับ

แค่วางแทนไม่ต้องเซ็ตอะไรเสียงของ QR1 ก็แสดงความเหนือชั้นกว่าออกมาแล้ว แต่นั่นยังไม่ใช่ตำแหน่งจัดวางที่ดีที่สุดของมัน ผมใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 วันเพื่อ fine tune หาตำแหน่งลงตัวของลำโพงคู่นี้ ก่อนจะเริ่มลงมือบันทึกบอกเล่าสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ยินได้ฟัง

Just Listen
ผมเห็นด้วยกับคำว่า “Just Listen” ที่ปรากฏอยู่บนหน้าปกโบรชัวร์ของลำโพงรุ่นนี้ มันสื่อว่าเราไม่ต้องมัวเสียเวลามานั่งเดาว่าเสียงมันเป็นยังไง แค่นั่งแล้วแล้วฟังมันก็พอ

ก่อนอื่นต้องบอกว่าผมเคยฟังลำโพง QR1 มาก่อนหน้านี้ในพรีวิว แต่ก็เรียกว่าฟังอย่างผิวเผินมาก ในเวลานั้นจึงยังไม่ได้เอาเสียงนั้นมาอ้างอิงอะไร แต่มาฟังกันอีกครั้งในวาระนี้ต้องเรียนตามตรงว่า มันเหนือชั้นกว่าที่ผมคิดไว้ซะอีก!

ในซิสเตมหลักผมใช้ Marantz ND8006 ในโหมด USB-DAC เล่นเพลงจากซอฟต์แวร์ระดับมหาเทพอย่าง Roon ในคอมพิวเตอร์ Windows 10 โมดิฟายฮาร์ดไดร์ในตัวเครื่องเป็น SSD และใช้ External SSD เป็นตัวเก็บข้อมูลไฟล์เพลงทั้งหมดที่เปิดฟัง เชื่อมต่อด้วยสาย USB ยี่ห้อ Transparent รุ่น High Performance

อะนาล็อกเอาต์พุตจาก ND8006 เชื่อมต่อด้วยสายสัญญาณ Nordost Purple Flare สายลำโพงที่ออกจากแอมป์ก็เป็นของ Nordost เช่นกัน เป็นสายรุ่น Blue Heaven Leif แอมป์ที่ผมลองใช้ขับลำโพง QR1 มีอยู่ 2 ตัว โดยใช้อินทิเกรตแอมป์ Marantz PM8006 (70 วัตต์ต่อข้าง) เป็นหลัก สลับกับ NAD C 356BEE (80 วัตต์ต่อข้าง) เพื่อใช้พิจารณาภาพรวมของเสียง

ในเพลง ‘Moonlight in Vermont’ จากอัลบั้ม Ella and Louis ไฟล์ PCM 24bit/96kHz ที่เล่นจาก Marantz ND8006 ในโหมด USB-DAC ได้รับการถ่ายทอดออกมาด้วยความชัดเจน อุดมไปด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเสียงร้องของคุณป้าเอลล่าซึ่งชัดถ้อยชัดคำในทุกอักขระ ทุกลมหายใจ

มวลเสียงที่พุ่งผ่านทรัมเป็ตออกมาหรือเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของคุณลุงหลุยส์ มันช่างเป็นเสียงที่มีเสน่ห์กว่าที่ผมได้จินตนาการเอาไว้ก่อนหน้า…โดยเฉพาะเสียงทรัมที่มีความเจิดจ้าตามบุคลิกของเครื่องลมทองเหลือง แต่มันเป็นความเจิดจ้าที่มีพลังและหวานสดใส ไม่น่ารำคาญหูเลย โอ้โฮ ฟังแล้วมีความสุขมากครับ ผมจำได้ว่าอย่างน้อยมันก็ทำให้บ่ายวันวุ่น ๆ วันหนึ่งของผมมีบรรยากาศที่ผ่อนคลายขึ้นมากเลยทีเดียว นี่เองใช่ไหม ที่เขาเรียกว่าดนตรีบำบัดหรือ music therapy

บรรยากาศในระหว่างการฟัง ‘Moonlight in Vermont’

เสียงที่ผมได้ยินได้ฟังจาก QR1 มันไม่ใช่เรื่องของรายละเอียดหรือความชัดเจนเพียงอย่างเดียว หากแต่มันเป็นเรื่องของฟิลลิ่งที่ผู้ฟังอย่างผมสามารถสัมผัสเข้าถึงได้ ยิ่งบางช่วงของเพลงที่มีเสียงฮีสของเทปอะนาล็อกเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน มันยิ่งทำให้ได้อารมณ์ของความเก่า ความขลัง เหมือนทำให้เราเดินทางข้ามกาลเวลากลับไปในปี 1956 ที่เพลงอัลบั้มนี้เริ่มบันทึกเสียงอย่างนั้นแหละครับ

ผมเริ่มทบทวนว่าเคยได้ยินอะไรอย่างนี้จากลำโพงคู่อื่นหรือไม่ ปรากฏว่าลำโพงที่ผมนึกถึงล้วนแล้วแต่เป็นลำโพงระดับพระกาฬราคาต่อคู่เกินระดับแสนบาทขึ้นไปทั้งนั้น ในกลุ่มลำโพงราคาต่ำกว่านั้นต้องบอกเลยว่าผมนึกแทบไม่ออก หรือไม่ก็เป็นความทรงจำที่เลือนลางเต็มที

จากประสบการณ์ของผม ลำโพงที่ใช้ทวีตเตอร์ประเภทแผ่นฟิล์ม (Planar Magnetic, Ribbon, AMT) มาจับคู่กับไดรเวอร์แบบไดนามิกนั้น บางครั้งก็เจอว่าเสียงมันไม่เข้ากันสักเท่าไร ทำให้เสียงในย่านความถี่ที่คาบเกี่ยวระหว่างไดรเวอร์ทั้งสองตัวมีลักษณะที่ฟังดูแปลก ๆ บ้างก็ฟังดูไม่เป็นธรรมชาติ หากเปรียบกับวงดนตรีก็เหมือนต่างคนต่างเล่นโดยไม่ได้เทียบเสียงหรือเทียบคีย์กันมาก่อน

เนื่องจากไดอะแฟรมของทวีตเตอร์ประเภทนี้นั้นเบามาก เป็นแค่แผ่นฟิล์มบางเฉียบ (ชนิดโดนลมหายใจก็ปลิวได้) มันจึงขยับได้อย่างรวดเร็วแถมยังมีแรงเฉื่อยน้อยกว่า ทำให้ยั้งตัวหยุดได้เร็วกว่าไดรเวอร์เสียงกลาง/ทุ้มซึ่งมีไดอะแฟรมเป็นแบบกรวย (cone) ซึ่งมีทั้งแรงต้านและแรงเฉื่อยที่มากกว่า โอกาสที่ไดรเวอร์ทั้งสองประเภทจะมาสอดประสานกันได้อย่างลงตัวนั้น แค่จินตนาการก็นึกออกแล้วครับว่า มันเป็นเรื่องง่ายซะที่ไหนกัน!

สำหรับลำโพง Audiovector QR1 ผมถือว่าเสียงร้องและทรัมเป็ตในอัลบั้ม Ella and Louis ที่ให้เสียงออกมาแบบเนื้อ ๆ เต็ม ๆ ข้น ๆ โดยไม่ต้องคอยลุ้นนั้น ก็ถือว่ามันเอาตัวรอดได้แล้วในเรื่องของการจับคู่เอาไดรเวอร์ทั้งสองประเภทมาทำงานด้วยกัน คือถ้าเอาหน้ากากปิดไว้ไม่ให้เห็นตัวไดรเวอร์ ฟังแล้วจะไม่นึกเลยว่ามันใช้ไดรเวอร์ที่มีทฤษฎีในการทำงานแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ลองขับด้วยอินทิเกรตแอมป์ของ NAD

เพื่อยืนยันให้มั่นใจมากขึ้น ผมเลือกเอาเพลงในอัลบั้ม River of Sorrow – Immortal Chinese Instruments ของสังกัด FIM ซึ่งทำออกมาเป็นไฟล์ DSD มาเปิดฟังด้วยในระหว่างการรีวิว เพลงอัลบั้มนี้เป็นดนตรีบรรเลงใช้เครื่องดนตรีแค่ 2 ชิ้น คือ พิณกู่เจิง (Guzheng) และซอเอ้อร์หู (Erhu)

เท่าที่ผมเคยฟังมากับลำโพงและหูฟังหลายรุ่น ผลลัพธ์มักจะออกมาเป็น 2 อย่างครับ คือ ถ้าไม่ฟังแล้วได้อารมณ์ร่วมแบบว่าอินมาก ๆ ก็ฟังแล้วน่าเบื่อไปเลย ไอ้ที่ฟังแล้วกลาง ๆ ไม่ชอบไม่เบื่อยังไงก็ได้… บอกเลยว่ายังไม่มี

เนื่องด้วยเพลงและเสียงเครื่องดนตรีที่เราไม่คุ้นหู ความหมายของเพลงก็เข้าใจเพียงแค่ผิวเผิน โอกาสที่จะฟังแล้วไม่อินจึงสูงมาก ปัจจัยที่จะดึงดูดได้ก็เหลือแค่เพียงน้ำเสียงที่ได้ยิน มันจะต้องมีความพิเศษที่สามารถตรึงให้เรานั่งฟังอยู่ได้ หรืออย่างน้อยก็ไม่กดปุ่ม stop ก่อนเวลาอันควร

ตลอดการฟังเพลงอัลบั้มนี้ เสียงที่ถ่ายทอดจากลำโพง Audiovector QR1 สามารถตรึงผมให้นั่งฟังอยู่ได้ครับ มันสามารถถ่ายทอดไดนามิกคอนทราสต์ของซอเอ้อร์หูออกมาได้ชัดเจน ยิ่งไดนามิกของพิณกู่เจิ้งซึ่งเดี๋ยวดัง เดี๋ยวเบา เดี๋ยวเร็ว เดี๋ยวช้า เสียงจากลำโพงเดนมาร์กคู่นี้ทำหน้าที่ได้อย่างไร้ที่ติ ทั้งยังมีสมดุลเสียงที่เข้าขั้นยอดเยี่ยม

เพลงในแทรคที่ 10 ‘Moonlight Over The Flowery River In Spring’ นั้นถือได้ว่าเป็นไฮไลต์ของการบรรเลงพิณกู่เจิ้งเลยทีเดียว ลำโพง QR1 ให้เสียงออกมาน่าทึ่งมากจนทำให้ผมต้องกลับไปฟังเพลงนี้ซ้ำอีกรอบ… ไม่ใช่สิ ความจริงมันมากกว่านั้นแต่ผมจำตัวเลขเป๊ะ ๆ ไม่ได้แล้ว

เมื่อเปรียบเทียบกัน ลำโพงอย่าง Revel Concerta2 M16 จะให้เสียงที่มีลักษณะโปร่งกว่า มีช่องไฟมากกว่า แต่เนื้อเสียงนั้นไม่ข้นและเข้มเท่า Audiovector QR1 อัตราส่วนความแตกต่างดังกล่าวแม้ว่าจะไม่ได้มากมายนัก แต่ก็ฟังออกได้อย่างชัดเจน

เสียงทุ้มและมิติเสียง
จากที่ได้บอกเล่าไป ภาพรวมของเสียงจากลำโพง QR1 ชัดเจนว่ามันมีความเป็นดนตรีสูง แต่ผมเชื่อว่าคนที่จ่ายเงินสามสี่หมื่นเพื่อลำโพงเล็ก ๆ สักคู่คงคาดหวังอะไรมากกว่านั้น โดยเฉพาะเรื่องของเนื้อเสียงและมิติเสียง

ผมอุ่นเครื่องเบา ๆ ด้วยการสังเกตมิติและเวทีเสียงที่ได้จากลำโพงคู่นี้ผ่านบทเพลงในอัลบั้ม The Royal Ballet : Gala Performance เวอร์ชันรีมาสเตอร์เป็น SACD แผ่นคู่โดยสังกัด Analogue Productions ซึ่งผมได้ทำการริปออกมาเป็นไฟล์ฟอร์แมต DSD

ต้องบอกว่า QR1 เป็นลำโพงอีกรุ่นที่ถ่ายทอดมิติและเวทีเสียงออกมาได้ดีมาก แม้จะไม่ได้เด่นแบบสุด ๆ แต่อย่างน้อยก็สามารถสร้างเวทีเสียงที่มีทั้งด้านกว้างและด้านลึกได้อย่างน่าทึ่ง อย่างน้อยก็ทำให้ผมได้ยินว่าในอัลบั้ม The Royal Ballet : Gala Performance รูปวงของเสียงจะมีลักษณะคล้อยไปทางด้านหลังลำโพง และมีความกว้างเลยขอบลำโพงทั้งสองข้างออกไปไกล ไกลจนเลยผนังห้องออกไปเลยล่ะครับ เสียงเครื่องดนตรีในแถวหลังฟังชัดและมีพลังของเสียง ยกตัวอย่างเช่นในเพลง ‘The Nutcracker Suite : Chinese Dance (Tea)’

ช่วงหนึ่งเมื่อสลับเอาอินทิเกรตแอมป์ของ NAD เข้าไปแทนที่ เรื่องมิติเสียง เวทีเสียงยังทำได้ดีเหมือนตอนฟังกับแอมป์ Marantz ที่แตกต่างออกไปคือ น้ำเสียงที่ย่านเสียงกลางมีความนวลเนียนและอิ่มหนาขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าตอนฟังกับแอมป์ Marantz แล้วเสียงบาง มันเป็นแค่บุคลิกที่ต่างกัน

เช่นเดียวกับที่รู้สึกได้ว่าแบนด์วิดธ์ของเสียงจะแคบลงทั้งด้านความถี่ต่ำและความถี่สูง ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าแอมป์ NAD เสียงกุด ๆ ห้วน ๆ เพียงแต่ฮาร์มอนิกของเสียงมันไม่ทะยานออกไปไกลเท่าแอมป์ Marantz เท่านั้นเอง กลายเป็นว่าลำโพงที่ผมรู้สึกว่ามันมีความประนีประนอมของน้ำเสียงอยู่พอสมควรอย่าง QR1 ก็ยังมีความ “ตรงไปตรงมา” มากพอที่จะถ่ายทอดความแตกต่างของแอมป์ทั้ง 2 ตัวออกมาได้

โดยปกติแล้ว ส่วนตัวผมจะไม่ค่อยให้น้ำหนักในเรื่องเสียงทุ้มกับลำโพงขนาดเล็กมากนัก เพราะคิดว่าคนซื้อลำโพงเล็กส่วนมากเขาคงไม่ได้มาคาดหวังเสียงทุ้มเป็นหลักนักหรอก

แต่ในขณะที่ฟังไฟล์ DSD ที่ริปจากแผ่น SACD ชุดแรกของสังกัด Red Rose Music ในเพลง ‘Little Dog’s Day’ ที่มีการบรรเลงอะคูสติกเบสโดย Mr. Mark Levinson อีกหนึ่งบุคคลในตำนานเครื่องเสียงไฮเอนด์ที่พักหลังผันตัวไปสร้างแบรนด์ใหม่ของตัวเองทำทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ (ซึ่ง Red Rose Music ก็เป็นหนึ่งในนั้น) น้ำหนักเสียงและความคมชัดในแต่ละตัวโน้ตที่ออกมา มันทำให้ผมรู้สึกว่า ผมเกือบจะพลาดไม่ได้พูดถึงอีกหนึ่งส่วนดี ๆ ของลำโพงรุ่นนี้ไปเสียแล้ว

ตอกย้ำให้ชัดด้วยเสียงทุ้มโหดของกลองจีนใบโตในไฟล์ DSD ที่ริปจากแผ่น SACD อัลบั้ม Master of Chinese Percussion เสียงทุ้มที่ได้ยินจากฝีมือการหวดกลองของอาจารย์ Yim Hok Man มันทำให้ผมทึ่งจริง ๆ …

โอเคล่ะครับว่ามันไม่ใช่เสียงอึกทึกเลื่อนลั่นเหมือนที่เคยได้ยินจากลำโพงขนาดใหญ่ แต่มวลเสียงที่ส่งออกมามันยังมีพลังมากพอที่ฟังแล้วทำให้เชื่อว่ามาจากกลองใบโตจริง ๆ ไม่ใช่กลองใบเล็กนิดเดียว ที่สำคัญมันยังไม่ออกอาการแป้กด้วยครับแม้ว่าผมจะเร่งวอลุ่มเพื่อฟังในระดับความดังตามปกติแล้วก็ตาม

Music Speaks Louder Than Words
หลังจากพิมพ์ความเห็นในส่วนของการฟังเสียงเสร็จแล้ว ผมมีโอกาสได้ย้อนกลับไปอ่านรายละเอียดต่าง ๆ ในโบรชัวร์ของลำโพงรุ่นนี้อีกครั้ง พบว่าทาง Audiovector เขาตั้งใจออกแบบให้ลำโพงรุ่นนี้ใช้ฟังเพลงได้ “ทุกแนว” เหมือนอย่างที่ผมรู้สึกได้หลังจากได้ฟังเสียง

ที่จริงแล้วหากผมได้มาอ่านเจอก่อน เชื่อเลยว่าผมคงแอบนึกในใจว่ามันจะเป็นไปได้เหรอ น่าจะราคาคุยตามประสาคนขายของอวยสินค้าตัวเองซะล่ะมั้ง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับลำโพงอย่าง Audiovector QR1

ผมเห็นด้วยจริง ๆ ว่าลำโพงรุ่นนี้ใช้ฟังเพลงได้ทุกแนวจริง ๆ แต่จะถูกใจมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมและความคาดหวังของตัวผู้ใช้เองด้วยล่ะครับ

สำหรับผมแล้วมันเป็นลำโพงที่ถูกจริตของผมมาก โดยเฉพาะเมื่อใช้ฟัง Hi-Res Audio ประเภทที่ในเพลงมีเครื่องดนตรีน้อยชิ้น หรือมีมากชิ้นแต่ไม่ได้บรรเลงพร้อม ๆ กัน

เพราะถ้าหากเป็นเพลงที่มีเครื่องดนตรีจำนวนมากโหมประโคมพร้อม ๆ กัน และเปิดค่อนข้างดัง เสียงจาก QR1 จะเริ่มมีข้อจำกัดตามประสาลำโพงเล็กออกมาให้ได้ยิน ดังนั้นผมจึงไม่อาจสรุปแทนได้ว่าลำโพงคู่นี้เหมาะกับผู้ที่หลงใหลในการฟังเพลงทุกประเภท และทุกคน

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจมาตั้งแต่ช่วงกลางของการทำรีวิวชิ้นนี้นั่นก็คือ Audiovector QR1 เป็นลำโพงที่มีดีมากกว่าสเปคฯ และรูปร่างหน้าตา หมายความว่าคุณอาจไม่ต้องอ่านรีวิวทั้งหมดนี้เลยก็ได้ ไม่ต้องสนใจว่ามันจะออกแบบมายังไง แค่หาโอกาสไปลองฟังเสียงของมันจริง ๆ สักครั้ง คุณอาจชอบพอมันเหมือนกับผมในเวลานี้ก็เป็นได้ครับ


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท เอลป้า ชอว์ จำกัด
โทร. 0-256-9683-5
ราคา 38,000 บาท/คู่

มนตรี คงมหาพฤกษ์

บรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้นจากความหลงใหลงานอิเล็กทรอนิกส์ ดี.ไอ.วาย. จากนั้นก็มาชอบเครื่องเสียง เล่นทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังจริงจังกับเรื่อง Voice Assistant และ AI

มนตรี คงมหาพฤกษ์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.