รีวิว Bluesound : Node2, Powernode 2

กว่า 1 ปีเศษนับตั้งแต่ที่ได้เปิดตัวในบ้านเราอย่างเป็นทางการ เครื่องเสียงยี่ห้อบลูซาวด์ ‘Bluesound’ จากประเทศแคนาดาได้พิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าพวกเขาไม่ได้เป็นแค่ ‘อีกหนึ่งทางเลือก’ แต่พวกเขานับว่าเป็น ‘ปรากฏการณ์’ ของเครื่องเสียงดิจิทัลไฮไฟสมัยใหม่

แน่นอนว่ากรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว ภาระกิจของพวกเขาก็ยังไม่ได้สำเร็จลุล่วง นับตั้งแต่ที่บลูซาวด์เข้ามาเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปลายปี 2014 จวบจนถึงทุกวันนี้บลูซาวด์ยังแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีการพัฒนาในตัวสินค้ามาอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดก็คือ ‘บลูซาวด์เจนเนอเรชั่นที่สอง’ หรือ ‘Bluesound Gen 2’

Bluesound Gen 2 ความเหมือนที่แตกต่าง
ผมเคยได้รีวิวเครื่องเสียงบลูซาวด์รุ่นแรกไปแล้วเมื่อปีก่อน เป็นรุ่น Vault, Powernode และ Pulse ซึ่งมีความเหมือนกันในแง่มุมของระบบประมวลผลต่าง ๆ ที่หัวใจของบลูซาวด์ แต่แตกต่างกันในด้านของรูปแบบการใช้งานและฟังก์ชั่นปลีกย่อย

ทั้ง 3 รุ่นทำให้ผมเข้าใจถึงแนวคิดของบลูซาวด์ที่เข้าใจนำเอาเทคโนโลยีที่เป็นแกนหลักมาสร้างความแตกต่างเพื่อให้ตัวสินค้าสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่เล่นเครื่องเสียงไฮไฟแบบจริงจัง หรือคนทั่วไปที่ต้องการเครื่องเสียงคุณภาพคุ้มค่าสักชุดหนึ่งไปตอบสนองความต้องการในการเสพเสียงดนตรีของตัวเอง

Node 2 กับดีไซน์ใหม่สุดโมเดิร์น

ครั้งแรกที่เห็นรูปร่างหน้าตาของ Bluesound Gen 2 ในหน้าเวบไซต์ www.bluesound.com ผมแอบคาดเดาในใจว่าทางบลูซาวด์คงได้รับฟีดแบ็คจากกลุ่มคนที่เล่นเครื่องเสียงไฮไฟแบบจริงจังไปพอสมควร เพราะมันดูเป็นเครื่องเสียงขึ้นเยอะเลยครับ

ขณะเดียวกันความความเท่ ความล้ำสมัย ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าในรุ่นเดิมเลย ส่วนตัวผมชอบหน้าตาแบบรุ่นนี้ใหม่นี้มากกว่ารุ่นเก่าที่เป็นทรงลูกบาศก์นะครับ วางใช้งานใกล้ ๆ มือบนโต๊ะทำงานก็ดูจะสะดวกดีครับเพราะมันดูกะทัดรัดกว่ารุ่นแรกอยู่พอสมควร

นอกจากนั้นแล้วใน Bluesound Gen 2 นี้ยังมีการเพิ่มรุ่นปลีกย่อยออกไปมากกว่าเดิมด้วยครับ โดยเฉพาะในกลุ่มลำโพงที่มีรุ่นเล็กพริกขี้หนูอย่างเจ้า Pulse Flex ออกมาให้เลือกด้วย และรุ่นขนาดกลางอย่าง Pulse Mini หรือชุดลำโพง 2.1 แอคทีฟซับวูฟเวอร์อย่างรุ่น Duo ที่ตั้งใจทำมาให้แมตช์กับ Powernode และ Powernode 2 ซึ่งมีแอมป์ในตัวสามารถขับลำโพงได้โดยตรง เพิ่มมาให้เป็นทางเลือกใหม่ ๆ ด้วย

Powernode 2 หรือ Node 2 เวอร์ชั่นมีแอมป์ในตัว
ดีไซน์เหมือนกันแต่ขนาดดูบึกบึนมาอีกเล็กน้อย

ส่วนตัวผมในฐานะที่ได้ทำความรู้จักบลูซาวด์ไปในรุ่นแรกพอสมควรแล้ว ใน Bluesound Gen 2 นี้ถ้าอยากทราบว่าเกิดความเปลี่ยนอะไรใน Gen 2 มากที่สุด ผมว่า Node 2 และ Powernode 2 น่าจะให้คำตอบได้ดี เพราะว่ามันไม่มีปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ มาเป็นตัวแปรที่ทำให้เกิดความสับสนในการแยกแยะสมรรถนะและคุณภาพเสียงระหว่างบลูซาวด์ทั้งสอง Gen

Bluesound Gen 2 ยังคงเลือกใช้ระบบปฏิบัติการ BluOS เหมือนในรุ่นแรก นั่นหมายความว่าเครื่องทั้งสองเจนเนอเรชั่นยังคง compatible กันหรือหมายถึงใช้งานร่วมกันได้

การเชื่อมต่อระบบ network รองรับทั้งแบบใช้สายและแบบไร้สาย นอกจากรูปร่างหน้าตาแล้วสิ่งที่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรในรุ่น Gen 2 นี้ คือวงจรไฟฟ้าที่อยู่ในตัวเครื่อง

ในขณะที่เครื่องรุ่นแรกไม่ได้แจ้งรายละเอียดในส่วนนี้มากนัก แต่รุ่น Gen 2 นี้ ดูเหมือนทางบลูซาวด์ค่อนข้างภูมิใจนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชิพประมวลผลแบบมัลติคอร์ที่ยังคงเลือกใช้ ARM Cortex-A9 สปีด 1GHz ทำงานบนสถาปัตยกรรมของระบบประมวลผลข้อมูลแบบ 32บิต ผสานกับการใช้วงจร DAC ที่ทำ oversampling 8 เท่า พร้อมรองรับสัญญาณดิจิทัลรายละเอียดสูงระดับ 24bit/192kHz

ในส่วนของ Powernode 2 ซึ่งมีภาคขยายเสียงอยู่ในตัวด้วยนั้นเป็นเทคโนโลยี ‘HYBRID DIGITAL AMPLIFIER’ กำลังขับ 60 วัตต์ต่อข้างที่โหลด 8 โอห์ม ซึ่งทางบลูซาวด์คุยว่าภาคขยายเสียงที่ว่านี้ทำงานสอดประสานกับภาค DAC ได้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังได้รับการดีไซน์มาเผื่อสัญญาณเสียงแบบ Hi-Res Audio ซึ่งนอกจากเรื่องมีความเพี้ยนต่ำแล้ว ยังมีความต้องการทั้งในแง่ของการตอบสนองแบนด์วิดธ์ที่กว้างขวางและการตอบสนองไดนามิกเสียงที่ดีกว่าภาคขยายเสียงทั่ว ๆ ไป

ขณะที่ Powernode รุ่นแรกใช้ภาคขยายเสียง DirectDigital Amplifier by NAD Electronics กำลังขับ 50 วัตต์ต่อข้างที่โหลด 4 โอห์ม จากตัวเลขนี้จะเห็นว่า Powernode 2 ได้รับการปรับปรุงในส่วนนี้ไปไม่น้อยเลยทีเดียว

Bluesound Gen 2 ยังคงรองรับไฟล์ฟอร์แมตต่าง ๆ เช่น MP3, AAC, WMA, OGG, WMA-L, FLAC, ALAC, WAV, AIFF ซึ่งนับว่าครอบคลุมกับการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลงแบบจริงจังหรือการฟังเพลงทั่วไป

รองรับไฟล์ Hi-Res Audio (HRA) ที่ความละเอียดสูงสุด 24bit/192kHz และล่าสุดยังรองรับไฟล์ MQA (Master Quality Authenticated) ด้วย ซึ่งอย่างหลังนี่นับว่าทันสมัยมาก ๆ ครับ

นอกจากนั้นอีกหนึ่งจุดแข็งที่มีมาตั้งแต่ในรุ่นแรกก็คือการรองรับ streaming service เยอะมาก ๆ จนอาจจะพูดได้ว่าเยอะที่สุดเมื่อเทียบกับระบบสตรีมมิ่งอื่น ๆ ทั้งอินเตอร์เน็ตเรดิโอ อย่าง TuneIn Radio, iHeartRadio และคลาวด์เซอร์วิสอย่าง WiMP, Slacker Radio, Qobuz, HighResAudio, JUKE, Deezer, Murfie, HDTracks, Spotify, TIDAL, Napster และ Rhapsody

ในหน้าแอปฯ BlueOS บน iPad Air 2 แสดงการ streamimg service ที่รองรับ

มนตรี คงมหาพฤกษ์

บรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้นจากความหลงใหลงานอิเล็กทรอนิกส์ ดี.ไอ.วาย. จากนั้นก็มาชอบเครื่องเสียง เล่นทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังจริงจังกับเรื่อง Voice Assistant และ AI

มนตรี คงมหาพฤกษ์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.