รีวิว Bose : Home Speaker 500

ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ลำโพงสมาร์ทหรือลำโพงอัจฉริยะ (smart speaker) เป็นอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่มีเพิ่มขึ้นมาในตลาดของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ มันเป็นมากกว่าลำโพงทั่ว ๆ ไปที่เราใช้ฟังเพลง ฟังข่าว หรือความบันเทิงทางโสตประสาทอื่น ๆ ตรงที่ได้ควบรวมเอาเทคโนโลยี voice assistant หรือ virtual assistant ซึ่งหมายถึงการสั่งงานด้วยเสียงพูดเข้าไปอยู่ในตัวลำโพง

ลำโพงอัจฉริยะที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันก็อย่างเช่น Apple HomePod ที่ใช้เทคโนโลยี Siri, ลำโพงในตระกูล Amazon Echoที่ใช้เทคโนโลยี Alexa หรือลำโพงในตระกูล Google Home ที่ใช้เทคโนโลยี Google Assistant

ที่ว่ามาเกือบทั้งหมดได้รับการยกย่องในแง่ของความอัจฉริยะในด้านการใช้งาน แต่น้อยครั้งเหลือเกินที่จะได้ยินใครเอ่ยปากชมลำโพงเหล่านั้นว่าทำหน้าที่ถ่ายทอดน้ำเสียงได้ไพเราะเพราะพริ้ง หรือให้รายละเอียดเสียงที่ชัดเจนสดใสและฟังดูเป็นธรรมชาติ เฉกเช่นเดียวกับที่เรามักจะคาดหวังจากลำโพงไฮไฟที่เราคุ้นเคย

ผมเคยคิดเล่น ๆ ว่าถ้ามีบริษัทผู้ผลิตเครื่องเสียงลงมือทำลำโพงอัจฉริยะออกมาบ้าง ผมคงชูมือขอฟังเสียงเป็นคนแรก ๆ เป็นแน่ และแล้วในปีที่ผ่านมาผมก็ทราบว่ามีผู้ผลิตเครื่องเสียงมากกว่า 1 ยี่ห้อได้หันมาพัฒนาลำโพงอัจฉริยะกับเขาด้วย หนึ่งในนั้นคือยี่ห้อโบส ‘Bose’ จากประเทศสหรัฐอเมริกา

ลำโพงสมาร์ทในนิยามของยี่ห้อโบส
Bose เผยโฉมลำโพงอัจฉริยะรุ่น Home Speaker 500 ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ก่อนจะมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปีนี้ในประเทศไทย

นี่คือลำโพงอีกกลุ่มที่โบสได้ขยับขยายเพิ่มขึ้นจากกลุ่มสินค้าที่มีอยู่เดิม เปิดตัวพร้อม ๆ ลำโพงซาวด์บาร์อัจฉริยะอีก 2 รุ่นได้แก่ Soundbar 700 และ Soundbar 500

เมื่อเป็นลำโพงอัจฉริยะที่สร้างโดยผู้ผลิตเครื่องเสียง Home Speaker 500 จึงถูกนำเสนอโดยให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพเสียงมิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าคุณสมบัติในด้านอื่น ๆ

ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบให้ลำโพง Home Speaker 500 เพียงตัวเดียว สามารถให้เสียงสเตริโอแยกซ้าย-ขวาได้ด้วยการบรรจุไดรเวอร์ฟูลเรนจ์ดีไซน์เฉพาะแบบ custom driver จำนวน 2 ตัว ยิงเสียงออกด้านข้าง ให้มวลคลื่นเสียงออกไปสะท้อนผนังห้องด้วยเทคโนโลยีที่ทางโบสเรียกว่า Wall-to-wall stereo sound

ไม่เพียงเท่านั้นโบสยังเคลมว่าลำโพงรุ่นนี้เป็นลำโพงอัจฉริยะที่ให้เวทีเสียงได้กว้างที่สุด จากลำโพงเพียงแค่ตัวเดียว! แถมยังเคลมว่าตัวลำโพงสามารถให้เสียงออกไปรอบทิศแบบ 360 องศาด้วยต่างหาก

คุณสมบัตินี้ถ้าไม่ใช่ยี่ห้อโบส ซึ่งเคยสร้างชื่อกับลำโพงที่ออกแบบตามทฤษฎี direct-reflecting มาแล้วเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้สงสัยว่าจะทำได้อย่างที่คุยไว้จริงหรือ?

นอกจากส่วนที่ให้เสียงออกมา ลำโพงรุ่นนี้ยังมีส่วนที่รับเสียงเข้าไปโดยอาศัยไมโครโฟนจำนวน 8 ตัวที่วางเรียงรายอยู่ที่ด้านบนรอบตัวเครื่อง รับคำสั่งเสียงได้จากทุกทิศทางเพื่อใช้งานร่วมกับเทคโนโลยี Amazon Alexa ซึ่งปัจจุบันถือได้ว่าเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์ม voice assistant ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในลำดับต้น ๆ มีอุปกรณ์ iOT และอุปกรณ์ smart home จำนวนมากมายที่รองรับการใช้งานร่วมกัน

ตำแหน่งไมโครโฟนรับเสียงทั้ง 8 ตัว
ปุ่มกดแบบสัมผัสที่อยู่ด้านบนตัวลำโพง

นอกจากการสั่งงานด้วยเสียงพูด ลำโพงรุ่นนี้ยังสามารถควบคุมสั่งงานได้จากปุ่มกดแบบสัมผัสที่อยู่ด้านบนตัวลำโพง ทั้งในส่วนของการเปิด-ปิดการใช้งาน, การปิดการทำงานของไมโครโฟน, การเลือกอินพุต AUX และปุ่มฟังก์ชัน Bluetooth, การเล่นหรือหยุดเพลง ซึ่งสามารถสั่งข้ามเพลงไปข้างหน้าหรือย้อนหลังได้ด้วยการกดซ้ำติดต่อกัน 2 หรือ 3 ครั้ง, การเพิ่ม-ลดระดับความดังของเสียง รวมถึงปุ่มตั้งค่า preset เพลงที่ชื่นชอบ 6 preset ซึ่งได้กลายเป็นลายเซ็นสำหรับลำโพงยุคใหม่ของโบสไปแล้ว

ด้านหน้าตัวลำโพงมีจอแสดงผลขนาดกะทัดรัดสีสันสดใส จอแสดงผลนี้สามารถแสดงข้อมูลต่าง ๆ เช่น อินพุตที่เลือกใช้, นาฬิกา, ชื่อเพลงหรือปกอัลบั้มเพลงที่ผู้ใช้กำลังฟัง ฯลฯ เสียดายนิดหน่อยที่มันไม่ใช่จอระบบสัมผัส ซึ่งอาจทำให้การใช้งานสะดวกมากยิ่งขึ้นไปอีก

นอกจากการสั่งงานด้วยเสียงพูดและการกดปุ่มที่ตัวลำโพงโดยตรงแล้ว โบสยังได้ออกแบบให้ผู้ใช้สามารถควบคุม Home Speaker 500 ผ่านแอปฯ ตัวใหม่ชื่อ ‘Bose Music’ ซึ่งทำออกมาสำหรับใช้งานกับลำโพงอัจฉริยะทั้ง 3 รุ่น (ในเวลานี้) ของโบสโดยเฉพาะ

นอกจากการควบคุมสั่งงานพื้นฐานแล้ว แอปฯ Bose Music ยังเปิดโอกาสให้สามารถตั้งค่าพื้นฐานต่าง ๆ ตั้งแต่การเชื่อมต่อแอปฯ กับตัวลำโพง, การกำหนดชื่อของลำโพง, การอัปเดตเฟิร์มแวร์, การตั้งค่าโทนคอนโทรลปรับเพิ่ม-ลดเสียงทุ้ม/เสียงแหลม ตลอดจนการเข้าใช้บริการออนไลน์มิวสิคสตรีมมิ่งทั้ง Spotify, Amazon Music, Deezer หรือ TuneIn

น่าเสียดายที่ปัจจุบันมันยังไม่รองรับ lossless streaming อย่าง TIDAL ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคุณภาพเสียงที่ดีกว่า

สิ่งที่ Home Speaker 500 เป็นอยู่และสามารถทำได้
ก่อนจะพูดถึงเรื่องของการใช้งานลำโพง Home Speaker 500 ผมขอชมเชยว่าโบสได้ทำให้ลำโพงอัจฉริยะรุ่นนี้มีความ ‘พรีเมียม’ เหนือลำโพงอัจฉริยะอื่น ๆ ที่ผมเคยรู้จัก พรีเมี่ยมตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงดีไซน์ตัวลำโพงและวัสดุที่เลือกใช้

ลำโพงรุ่นนี้ผลิตในประเทศเม็กซิโก ตัวลำโพงมีขนาดกะทัดรัด การออกแบบเรียบหรู สามารถวางบนโต๊ะทำงาน ห้องรับแขก หรือห้องนอนได้อย่างลงตัว

มากกว่า 70-80% ของตัวลำโพงผลิตจากโลหะทำสีอย่างดี มีให้เลือกทั้งสีเงินและสีดำ ตามขอบตามเหลี่ยมมุมต่าง ๆ ไม่มีคำว่าแหลมคมเป็นอันตรายต่อการสัมผัส ในภาพรวมดูเรียบหรูและไม่ก๊องแก๊ง

สำหรับการใช้งานลำโพงตัวนี้ไม่มีแบตเตอรี่ในตัว เวลาใช้งานต้องเสียบสายไฟบ้านที่ออกแบบเก็บซ่อนไว้ที่ด้านล่างตัวลำโพงได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

ในที่นี้ผมจะไม่เขียนถึงวิธีการเชื่อมต่อและการใช้งานตัวแอปฯ Bose Music เพราะในเบื้องต้นสามารถศึกษาได้โดยตรงจากคลิปต่าง ๆ ที่ทาง Bose Product Support เขาทำเตรียมไว้ให้แล้ว ตามด้านล่างนี้ แต่จะพูดถึงประสบการณ์หลังจากที่ได้ลองใช้งาน

โดยพื้นฐานแล้วแอปฯ Bose Music มีอะไรหลายอย่างคล้ายคลึงกับแอปฯ Bose Connect ที่ใช้งานกับหูฟังและลำโพงบลทูธของโบส หรือแอปฯ Bose SoundTouch ที่ใช้งานกับเครื่องเสียง Bose SoundTouch Series ในภาพรวมมีความลื่นไหลพอสมควรแต่การเข้า-ออกจากเมนูต่าง ๆ ต้องทำความเข้าใจกันอยู่สักพักจึงจะใช้งานได้สะดวกคล่องมือ ไม่ถึงกับง่ายมากแต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินไป

ความเสถียรของแอปฯ อยู่ในระดับดีไม่ว่าเป็นจะการใช้งานกับอุปกรณ์ iOS หรือ Android และส่วนหนึ่งก็จำเป็นต้องอาศัยความเสถียรของระบบ Wi-Fi ที่ใช้งานด้วยเช่นกัน โดยตัว Home Speaker 500 สามารถเชื่อมต่อกับสัญญาณ Wi-Fi ได้ทั้งความถี่ 2.4GHz และ 5GHz

นอกจากการเชื่อมต่อสัญญาณ Wi-Fi เพื่อใช้การสตรีมเพลงจากผู้ให้บริการมิวสิคสตรีมมิ่งหรืออินเตอร์เน็ตเรดิโอแล้ว ลำโพงรุ่นนี้ยังสามารถใช้ฟังเพลงหรือฟังเสียงจากแหล่งสัญญาณทั่วไปโดยการเชื่อมต่อเข้ามาทางอินพุต AUX ซึ่งเป็นขั้วต่อ 3.5mm อยู่ด้านหลังตัวลำโพง ใช้งานได้เหมือนลำโพงแอคทีฟทั่วไป หรือจะเชื่อมต่อแบบไร้สายทางอินพุตสัญญาณบลูทูธก็ได้เช่นกัน ทั้งหมดนี้คือฟีเจอร์หลัก ๆ ที่ใช้งานกับลำโพงอัจฉริยะรุ่นนี้ได้

สิ่งที่ Home Speaker 500 ทำไม่ได้.. และที่จะทำได้
Home Speaker 500 ไม่สามารถสตรีมเพลงจาก local music server ผ่านระบบ Wi-Fi ได้เหมือนเครื่องเสียงในตระกูล SoundTouch ของโบสเอง เนื่องจากลำโพง 2 ตระกูลนี้ถูกออกแบบมาด้วยแพลตฟอร์มคนละตัวกัน มันจึงแตกต่างกันตั้งแต่รายละเอียดของฟีเจอร์ไปจนถึงแอปฯ ที่ใช้ควบคุมสั่งงาน

แต่ถ้าผมเอาเจ้า SoundTouch Wireless Link Adapter มาเสียบใช้งานกับช่อง AUX ของลำโพงรุ่นนี้ มันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์ม SoundTouch ได้เช่นกัน

เสียบใช้งานกับ SoundTouch Wireless Link Adapter ทางช่องอินพุต AUX 3.5mm

เราไม่สามารถเอา Home Speaker 500 จำนวน 2 ตัว มาเชื่อมต่อกับแอปฯ แล้วใช้งานเป็นระบบเสียงสเตริโอแยกซ้าย-ขวาโดยให้เสียงแชนเนลซ้ายไปออกที่ลำโพงตัวหนึ่ง แล้วให้เสียงแชนเนลขวาไปออกที่ลำโพงอีกตัวได้

การเพิ่มลำโพง Home Speaker 500 (หรือ Soundbar 500 / Soundbar 700) เข้าไปในระบบ จะเป็นแค่การเพิ่มจุดที่จะฟังเสียง เพิ่มระดับความดังและพื้นที่ในการรับฟัง แต่ไม่ใช่เป็นการขยายมิติเสียงสเตริโอออกไป

อีกคุณสมบัติหนึ่งที่ในขณะที่ผมรีวิวอยู่นี้ยังไม่สามารถใช้งานได้คือ การใช้งาน Amazon Alexa เหตุผลที่แจ้งไว้ในแอปฯ Bose Music ก็คือระบบนี้ยังไม่เปิดให้ใช้งานในประเทศไทย นั่นหมายความว่าหากระบบนี้เปิดใช้งานในบ้านเราเมื่อไร ลำโพงรุ่นนี้ก็พร้อมทันที

การใช้เสียงสั่ง Amazon Alexa ไม่ใช่มีเพียงแค่การสั่งเล่นเพลง ข้ามเพลง หรือหยุดเพลง แต่ยังเปิดกว้างให้สั่งงานอุปกรณ์อื่น ๆ ในระบบสมาร์ทโฮมที่รองรับ Amazon Alexa ด้วย เช่น การสั่งเปิด-ปิดหรือหรี่ไฟ, การสั่งเปิดปิดม่านบังแดด หรือเพิ่ม-ลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ

น่าเสียดายที่รีวิวนี้ผมไม่สามารถทดลองการใช้งานในส่วนของ Amazon Alexa และไม่ทราบเช่นกันว่ามันจะใช้งานในประเทศไทยได้เมื่อไร

อย่างไรก็ดี สำหรับคนที่กำลังคิดว่า “ถ้าอย่างนั้นซื้อมาแล้ว ก็ใช้งานได้ไม่เต็มที่น่ะสิ”… ในอนาคตอันใกล้นี้ผมทราบมาว่าทางโบสกำลังเตรียมอัปเดตเฟิร์มแวร์ให้ลำโพงรุ่นนี้รองรับ Google Assistant อีกหนึ่งเทคโนโลยี virtual assistant ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายไม่แพ้กันและสามารถใช้งานได้แล้วในประเทศไทย รวมถึงการอัปเดตให้รองรับ Apple AirPlay 2 ซึ่งจะมาภายในปีนี้ด้วยเช่นกัน

นั่นหมายความว่าองค์ประกอบพื้นฐาน โดยเฉพาะในส่วนของฮาร์ดแวร์ไม่ว่าจะเป็นระบบไมโครโฟนหรือภาคประมวลผลในตัวลำโพงรุ่นนี้ถูกออกแบบให้เตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว เหลือแค่ส่วนของซอฟต์แวร์ที่ต้องปรับเปลี่ยนเพิ่มเข้าไปเท่านั้นเอง

คุณภาพเสียง
ผมได้ฟังเสียงของลำโพงรุ่นนี้ครั้งแรกในงานเปิดตัวที่ประเทศไทย สิ่งแรกที่รับรู้ได้ชัดเจนคือเสียงที่ใหญ่เกินตัว แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เหนือความคาดหมาย เพราะลำโพงยี่ห้อนี้ส่วนใหญ่ก็ให้เสียงที่เกินตัวอยู่แล้ว ไม่เว้นแม้แต่ลำโพงตัวเท่าฝ่ามืออย่าง Bose SoundLink Micro

ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายนั้นก็คือ ความกว้างของมิติเสียงสเตริโอครับ ในงานเปิดเขามีการสาธิตให้ฟังเสียงกัน ตัวผมนั่งตรงกับลำโพงเป๊ะห่างออกมาประมาณเมตรกว่า ในช่วงที่เขาเปิดเพลง ‘Money’ ของ Pink Floyd ช่วงต้นเพลงผมได้ยินบางเสียงหลุดลอยออกไปทางด้านซ้ายและขวา คล้ายฟังเสียงจากหูฟังสเตริโอชั้นดีที่ให้มิติเสียงไม่จมอยู่ในศีรษะ

ผมไม่แน่ใจว่าทางทีมงานของอัศวโสภณ เขาไม่ได้ซ่อนลำโพงเอาไว้เพื่อลวงโสตประสาทแน่นอน แต่ผมไม่แน่ใจว่าลำโพงตัวแค่นี้ให้มิติเสียงอย่างนั้นได้ยังไง

อย่างไรก็ดี… ความกว้างของมิติเสียงด้านซ้ายและขวาที่ผมรับรู้ได้จากลำโพงรุ่นนี้ มันขึ้นอยู่กับเพลงที่เราฟังด้วยครับ มันใม่ใช่ว่าจะให้เสียงที่กว้างอย่างนั้นเสมอไป แต่ละเพลงที่ฟังมันก็ไม่ได้ให้เสียงออกมากว้างเท่ากัน แต่ละเพลงกว้างมาก กว้างน้อย คละเคล้าปนเปกันไป

สังเกตว่าเพลงที่มีการใช้เอฟเฟ็คต์หรือซินซีไซเซอร์และมีกระบวนการมิกซ์เสียงที่ค่อนข้างหวือหวากว่าเพลงทั่วไป ส่วนใหญ่จะให้เสียงออกมากว้าง นอกจากเพลง ‘Money’ ที่เปิดจาก Spotify ตามที่ได้กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ที่ผมฟังแล้วให้เสียงออกมากว้างขวางในบริบทเดียวกับเพลง ‘Money’ ก็อย่างเช่นเพลง ‘Bubbles’ จากอัลบั้ม Wandering ของ Yosi Horikawa หรือเพลงทำนองคุ้นหูอย่าง ‘Axel F – From Beverly Hills Cop’ โดย Harold Faltermeyer

ในระหว่างการรีวิว ผมได้ฟังเสียงจากการสตรีมเพลงใน Spotify เป็นหลัก สลับกับการฟังรายวิทยุจาก Tune In ทั้งที่เป็นรายการเพลงและรายการที่เน้นพูดคุย ไม่มีการปรับแต่งเสียงในส่วนของโทนคอนโทรล คือ ฟังกันแบบไร้การปรุงแต่ง (flat)

ภาพรวมของเสียงที่ได้จากลำโพงรุ่นนี้คือรายละเอียดและความชัดเจน เป็นลำโพงที่เสียงใหญ่ในลักษณะที่ให้เสียงเปิดเผย กระจ่างชัด และเปิดได้ดังจนคับห้องทำงานของกองบรรณาธิการ GM2000 มีลักษณะเปิดโล่ง

ไม่ใช่เสียงที่ฟังดูใหญ่เพราะยกเสียงทุ้มมาเยอะ ๆ หรือให้เสียงที่มีอาการบวมหรือล้น ในย่านความถี่ช่วงใดช่วงหนึ่งออกมา

เวลาเจอเพลงที่บันทึกเสียงมาได้ดี แม้จะฟังจาก Spotify ที่ไม่ใช่ไฟล์ lossless ระดับเทียบเท่าแผ่นซีดี ก็ยังฟังได้เพลิดเพลินไม่ถึงกับต้องคอยกดข้ามเพลงอยู่บ่อย ๆ

สำหรับการฟังเพลงแหล่งสัญญาณหรือสตรีมมิงที่ให้คุณภาพเสียงดีกว่าการฟังจาก Spotify ผมได้ลองฟังโดยเชื่อมต่อเอาต์พุตเสียงของสมาร์ทโฟน LG V30 ThinQ กับ Home Speaker 500 ทั้งทางอินพุต AUX และทางบลูทูธ

พบว่าทางอินพุต AUX ให้เสียงออกมาดีกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเชื่อมต่อบลูทูธในลำโพงรุ่นนี้เป็นแบบ subband codec หรือ SBC เท่านั้น ยังไม่ใช่ aptX หรือ aptX HD

ผมยังได้ลองฟังอินพุต AUX ของลำโพงรุ่นนี้กับเทิร์นเทเบิ้ล Thorens TD202 โดยใช้ภาคโฟโนปรีแอมป์ในตัวของเทิร์นเทเบิ้ลเอง เสียงที่ออกมามันบ่งชี้ชัดเจนว่าลำโพงอัจฉริยะตัวนี้สามารถใช้งานเป็นลำโพงแอคทีฟสำหรับระบบเสียงไฮไฟได้อย่างไม่ขัดเขินเลยครับ

ลองฟังอินพุต AUX ของลำโพงรุ่นนี้กับเทิร์นเทเบิ้ล Thorens TD202

ลำโพงอัจฉริยะที่เสียงดีที่สุด?
จากที่ได้รีวิวมาทั้งหมด ผมมีความเห็นว่าทีมวิศวกรของโบสน่าจะทำการบ้านมาพอสมควรกว่าจะออกมาเป็นลำโพงรุ่นนี้ ประการแรกพวกเขายังคงรักษามาตรฐานความเป็นเครื่องเสียงยี่ห้อโบสเอาไว้ได้ทั้งในแง่ของการออกแบบรูปร่างหน้าตา ตลอดจนประสบการณ์ในการใช้งาน

น่าเสียดายพอสมควรที่รีวิวนี้ยังไม่มีโอกาสได้ลองส่วนที่เป็น virtual assistant เลยแม้แต่น้อย ทำให้การพิจารณาเรื่องความคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายเกือบ 2 หมื่นบาทเป็นเรื่องในอนาคตที่ยังคงต้องรอการพิสูจน์กันต่อไป แต่สำหรับเรื่องของคุณภาพเสียง ลำโพงรุ่นนี้ให้ประสบการณ์ที่น่าประทับใจจริง ๆ ครับ

ดังนั้นแม้ว่าในตอนนี้ผมจะยังไม่สามารถสรุปได้ว่า Bose Home Speaker 500 นั้นเป็นลำโพงอัจฉริยะที่ดีที่สุดหรือไม่ แต่อย่างน้อยผมก็บอกได้ว่าถ้าพูดถึงลำโพงอัจฉริยะที่เสียงดี ชื่อลำโพงรุ่นนี้จะต้องอยู่ใน top list อย่างแน่นอนครับ!


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท อัศวโสภณ จำกัด (www.asavasopon.co.th)
โทร. 0-2266-8136-8, 0-2234-6467-8 (สำนักงานใหญ่สี่พระยา)
ราคา 19,900 บาท

มนตรี คงมหาพฤกษ์

บรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้นจากความหลงใหลงานอิเล็กทรอนิกส์ ดี.ไอ.วาย. จากนั้นก็มาชอบเครื่องเสียง เล่นทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังจริงจังกับเรื่อง Voice Assistant และ AI

มนตรี คงมหาพฤกษ์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.