รีวิว Denon : AVR-X6300H

สิ่งที่ท้าทายสำหรับวิศวกรออกแบบ Av Receiver ในยุคนี้คงต้องบอกว่ายากแสนยาก ไม่ใช่ว่าจะออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการการใช้งานในแบบโฮมเธียเตอร์กันอย่างเดียว ต้องมองไกลๆ ออกไปในอนาคตว่ามันจะต้องทำอะไรได้บ้าง เพราะการเลือก Av Receiver ตัวหนึ่งสำหรับห้องโฮมเธียเตอร์นั่นหมายถึง คุณกำลังซื้ออนาคตเลยนะ

จากโปรดักซ์ไลน์ X-Series ที่ได้รับการยกย่องอย่างสูง Denon AVR X6300H ใหม่ล่าสุดที่เราได้มาทดสอบกันในวันนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของความบันเทิงในบ้านตัวใหญ่สุดในบ้านเรา Denon มักจะได้รับเครดิตที่มีความสม่ำเสมอในด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี และสามารถนำเอาคุณลักษณะชั้นนำเหล่านั้นออกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับซอฟต์แวร์ในการช่วยการตั้งค่าที่สามารถใช้งานได้ง่าย

รวมไปถึงการผสานรวมกันอย่างลงตัวของแพลตฟอร์มมัลติรูมอย่าง HEOS ที่ Denon ปล่อยออกมา กับจำนวนแชนเนลทั้งหมดที่มีให้เล่นทั้ง 11 แชนเนล X6300H จึงดูมีอะไรน่าค้นหาไม่น้อย

ในบ้านเราต้องบอกว่าระบบมัลติรูม หรือมัลติโซนอย่าง HEOS น่าจะยังไม่เป็นที่ทำให้ผู้บริโภคฉุกคิดถึงความสำคัญของมันสักเท่าไหร่เพราะตลาด streaming เพลงบ้านเราพึ่งเริ่มเกิด ช้ากว่าในต่างประเทศน่าจะประมาณ 2-3 ปี แต่เมื่อมันปะทุแล้วล่ะก็อะไรก็คงหยุดไม่อยู่

การเปิดโลกใหม่ของการฟังเพลง streaming service ตอนนี้เริ่มมีให้เลือกได้อย่างถูกใจ ทีนี้คุณก็สามารถฟังเพลงได้ในทุกที่ที่ต้องการได้ทั่วบ้านอย่างน้อยขอให้มี Wi-Fi ไปถึงเท่านั้น

อันที่จริงนี่คือคอนเซ็ปต์ของระบบมัลติรูมใน Av Receiver ที่มีมานานมากๆ แล้ว ซึ่งหลายเจ้าก็พยายามจะนำเสนอแต่ก็ไม่เกิดสักที แต่คราวนี้เอามาปัดฝุ่นด้วยระบบไร้สายแถมมีผู้ให้บริการเพลง streaming service เข้ามาสนับสนุนด้วยไม่เกิดคราวนี้ไม่รู้ว่าจะไปเกิดคราวไหนแล้วครับ เรามาดูรายละเอียดของ AVR X 6300H กันก่อนดีกว่าว่า Denon ใส่มาเต็มสูบขนาดไหน

เจาะสเป็ค
AVR X 6300H มาพร้อมกับตัวเครื่องสีดำ ซึ่งก็แทบไม่แตกต่างอะไรกับ 6200w ตัวก่อนหน้านี้เลยเพียงแต่ถ้าสังเกตดีก็จะเห็นโลโก้ตรงเหนือวอลลุ่มจะกลายเป็น HEOS สีทองชัดเจน

เป็นเอวีฯ ตัวแรกของ Denon ที่ให้เพาเวอร์แอมป์มาถึง 11 แชนเนลแท้ๆ นะครับ ในการออกแบบภาคขยายของเดนอนเขาบอกว่าเขาออกแบบมาเพื่อให้ได้ประสบการณ์เสียง 3 มิติที่น่าตื่นตาตื่นใจกับลำโพงที่อยู่เหนือศีรษะในทุกๆ ฟอร์เมต การออกแบบภาคขยายจึงเป็นแบบแบบโมโนแอมป์แยกส่วนกันทำงานทั้ง 11 แชนเนล

ด้วยกำลังขับ 175 วัตต์ต่อแชนเนลที่ 6 โอห์มที่ความเพี้ยน THD ที่ 0.7% เมื่อใช้งาน 2 channel ในตัว AVR-X6300H มีเอาท์พุทซับวูฟเฟอร์แบบคู่ให้ สามารถขับลำโพงความต้านทานต่ำลงได้ถึง 4 โอห์ม (และสูงถึง 16 โอห์ม) ในทุกช่องสัญญาณ สำหรับห้องโฮมเธียเตอร์ที่ไม่ใหญ่มากนักก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อแต่ X6300H ก็ยังมีปรีเอ้าต์ให้มาครบทุก channel เผื่อการขยับขยายในอนาคต

สรุปหลักๆ แล้วความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่าง AVR-X6300H กับ AVR-X6200W ตัวก่อนก็อยู่ตรงที่ภาคขยายสัญญาณที่เพิ่มขึ้นมาอีก 2 channel

จะบอกว่าเอวีฯ ตัวนี้รองรับทุกฟอร์เมตตั้งแต่ Dolby Atmos และ DTS X ให้มาเลยโดยไม่ต้องอัพเดทส่วน Auro-3D ก็เหมือนเดิมคือมีค่าใช้จ่ายในการอัพเกรดเพื่อให้เล่นระบบเสียงนี้ การรองรับสัญญานอินพุต HDMI ก็มีให้ทั้งหมดแปดช่องและเอาต์พุตของ AVR X6300H สามช่อง Zone2/HDMI (ARC)/Monitor

โดยเฉพาะช่อง HDMI (ARC) มันพร้อมที่จะควบคุมการเล่นจากอุปกรณ์การเล่นอื่นที่นำมาเชื่อมต่อกับมันเมื่อเปิด HDMI (CEC) เป็น “On” นับว่าเป็นความสะดวกอย่างหนึ่งสำหรับเอวีรีซีฟเวอร์อย่างแท้จริงไม่ต้องมาคลำหารีโมทกันหลายๆ ตัว

มี HDMI เอ้าต์ให้ 3 ชุดเลือกใช้ได้เลย

นอกจากนี้ AVR X6300H ยังสามารถสเกลภาพตั้งแต่ความละเอียดต่ำลงไปถึง Full HD หรือ 4K Ultra HD ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเป็นสัญญาณ 4K ที่ทำได้ทั้งในโหมดดิจิตอลและ อินพุตที่เข้ามาเป็น analog โดยจะมีค่า preset ที่ให้มาอีกหลายค่าเพื่อปรับแต่งภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งค่า presets ระดับ professional อย่าง ISF ก็มีให้ถึง 2 ค่าในโหมดกลางวัน และกลางคืน

เปิดฝาด้านหน้า จะเห็นปุ่มใช้งานเรียงรายเป็นระเบียบ
ยังมี HDMI ที่เป็น HDCP 2.2 ด้านหน้าด้วย

ด้วยความรวดเร็วและง่ายดายในการรับชมภาพยนตร์ให้มีคุณภาพไม่ต่างจากโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ ระบบปรับแต่งอะคูสติกเสียงก็คงยังใช้เจ้าเดิมของ Audyssey Multi EQ XT32 เหมาะอย่างยิ่งกับลำโพงชนิดต่างๆที่ใช้ในระบบโฮมเธียเตอร์

แต่สำหรับ AVR X6300H ตัวนี้ได้ตัดฟังก์ชัน Audyssey DSX ออกไปเรียบร้อยคือจะไม่มีการ set up ลำโพงแบบ Front Wide/ Front Height ให้อีกต่อไปแล้ว แต่การ set up สำหรับ AVR X6300H ตัวนี้จะมีโหมด Audyssey Pro Installer มาให้ด้วยซึ่งก็น่าสนใจมาก เพื่อการเล่นอย่างรวดเร็ว เราสามารถเลือกแหล่งโปรแกรมที่คุณโปรดปรานได้อย่างเร็ว ด้วยการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว และการตั้งค่าเสียงเฉพาะนั้นๆ จะถูกเรียกคืนกลับมา เพื่อให้คุณสามารถควบคุมเครื่องรับสัญญาณ AV ผ่านทางรีโมทที่ให้มาของ Denon คือถ้าไม่สะดวก เขาก็มีแอปพลิเคชันซึ่งมีให้บริการทั้งใน iOS และ Android มานานแล้วด้วยซ้ำ

แอพฯ ในสมาร์ทโฟนของเดนอนเองจำเป็นขึ้นมาเลยถ้าต้องใช้ในห้องมืด

AVR X6300H มาพร้อมด้วย HEOS เทคโนโลยี กับการควบคุมที่แสนจะสะดวกสบายจากแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ทำให้เกิดประสบการณ์การฟังเพลงใหม่ๆ ในห้องพักหลายห้องพร้อมกัน คุณสามารถควบคุมเพลงของคุณได้อย่างง่ายดายทุกที่จากการใช้บริการ สตรีมมิ่งเซอร์วิสเพลง เช่น Spotify /Tuning /Radio internet /Deezer /Tidal/ SoundCloud เรียกดูไฟล์เพลงจากเซิร์ฟเวอร์ในบ้านได้อย่างรวดเร็ว หรือส่งเพลงที่คุณเก็บไว้ในแท็บเล็ตโทรศัพท์หรือ ไดรฟ์ USB ให้กับคนอื่นได้ฟัง

และที่ไม่ลืมคืออุปกรณ์การรับสัญญาณ Bluetooth ในตัว และ AirPlay เพื่อสตรีมเพลงจากโทรศัพท์สมาร์ทของคุณไปยัง Av Receiver ได้อย่างรวดเร็ว

Setup
ในการ set up ครั้งนี้ เราได้ชุดลำโพงของ JBL รุ่น Studio 5 Series ที่มาพร้อมกันเป็น Studio 580H 2 คู่ ที่เป็นลำโพงตั้งพื้นกับ Studio 530h 1 คู่ และ Center กับ Subwoofer ในซีรีย์เดียวกันซึ่งเป็นรุ่น Studio 520CCh และ Studio Sub 550PCh เอามาใช้ร่วมกับลำโพงบนเพดานอีก 2 channel ที่เรามีอยู่เดิมก็ทำให้ทั้งหมดกลายเป็น 7.1.2 แต่ AVR X6300H ก็ทำให้เราใช้ Amplifier ในตัวมันอย่างคุ้มค่า สามารถ set ค่าให้อีก 2 channel ที่เหลือเอามาใช้งานแบบไบแอมป์เพื่อขับคู่หน้าทำให้คู่หน้ากลายเป็นไบแอมป์แบบใช้แอมป์ 4 channel ขับ

ซึ่งจริงๆแล้ว Av Receiver ของ Denon ตัวนี้ ก็เหมือนกับ Av Receiver สมัยใหม่ทุกทั่วไปคือไม่จำเป็นต้องใช้ลำโพงครบทุกแชนเนลคุณก็สามารถ ระบุการใช้งานให้ตรงกับลำโพงที่มีได้

สิ่งที่แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้าก็คือมันเป็น config ของลำโพงที่ไม่มี height channel หรือ wide channel ให้เลือกเหมือนรุ่นก่อนหน้าอีกแล้วกลับมาใช้มาตรฐานเดียวกันหมด ที่สูงสุดอยู่ที่ 7.2.4

แยกปรับ bass management ได้แต่ละแชนเนล
ละเลยไม่ได้ตรงนี้ถ้าลำโพงมีไดนามิคของเสียงแหลมดีอยู่แล้ว

การคาลิเบรทด้วยไมโครโฟนที่ให้มากับ AVR X6300H ก็ยังอยู่ในมาตรฐานของ Audyssey Multi EQ XT32 คือสามารถคาลิเบรทได้ละเอียดถึง 8 จุด เพื่อครอบคลุมการรับรู้ถึงคุณภาพเสียงที่ได้ ทั่วถึงมากสุดแล้วกับ AVR ระดับนี้

แอพฯ ที่เดนนอนให้ยูสเซอร์เลือกว่าจะปรับแบบละเอียดกันดีไหม

แต่สำหรับคนที่ต้องการ set up ให้ละเอียดกว่านี้ ต้องการให้มันสามารถปรับแต่งการตอบสนองความถี่ของลำโพงแต่ละตัวให้เหมาะสมกับห้อง หรือที่เราเรียกว่ารูมคาลิเบรชั่นก็ต้องจ่ายตังค์ซื้อ app ของเขาในราคา 600 กว่าบาทเพื่อที่จะคาลิเบรท แต่ละ channel ได้แยกอิสระขจัดปัญหาเรื่องรูมโหมด

ซึ่งการทดสอบในเวลาสั้นๆ ครั้งนี้เราคงไม่ได้มีโอกาสหยิบฟังก์ชันนี้ขึ้นมาพูดเป็นเรื่องเป็นราว สิ่งหนึ่งที่อยากพูดนอกเหนือจากเรื่องของเสียงแล้ว Avr ตัวนี้ยังสามารถที่จะปรับแต่งสัญญาณภาพที่เข้ามาผ่านตัวมัน ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณอนาล็อกหรือสัญญาณที่เข้ามาทาง HDMI ถ้าคุณมีทีวีแบบ 4K ที่รองรับ HDR มันก็สามารถตั้งค่าให้ output ที่ออกไปจาก Avr ตัวนี้ออกเป็นเรโซลูชั่นระดับ 4K UHD แล้วยังสามารถตั้งค่าการใช้งานระบบภาพอื่นๆได้อย่างน้องๆ สเกลเลอร์ทีเดียว

เหมาะสำหรับคนที่ยังมี content ที่ไม่ใช่ 4K อยู่เยอะและต้องการรับชมภาพในแบบ 4K ด้วยฟังก์ชันนี้คุณจะเห็นประโยชน์จาก Avr Denon ตัวนี้ขึ้นมาอีกโขทีเดียวถึงขนาดมีโหมดพรีเซ็ตที่คาลิเบรทมาจาก ISF ให้ถึง 2 โหมด คือ ISF day กับ ISF night

Sit & Listen
มาถึงเรื่องของหัวใจสำคัญที่ทำให้ Av Receiver แต่ละยี่ห้อทำออกมาแตกต่างกันก็คือเรื่องของบุคลิกของเสียง ซึ่งมันก็อาจจะหมายถึงการเล่นผ่านลำโพงที่เอามาใช้งานด้วยว่ามันจะสามารถถ่ายทอดคุณภาพเสียงออกมาได้ในระดับไหน โดยเฉพาะกับ 11 channel ของ AVR X6300H ตัวนี้
ผมเอาความรู้สึกที่จับต้องได้มากที่สุดก่อน

คือ avr ตัวนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าการดูคอนเสิร์ตจากแผ่นบลูเรย์ในระบบเสียง Lossless Audio ที่เป็นเซอร์ราวด์ซาวด์มีความเป็น Live อย่างมาก
สำหรับคนที่ชอบเสียงแหลมที่มันนุ่มนุ่ม พริ้วพริ้ว ลอยลอยอยู่ในอากาศคงไม่ใช่สไตล์ของคนที่ชอบเสียงของ Denon ตัวนี้ ตรงกันข้ามมันใส่ความหนักแน่นในเรื่องใดนามิกของเสียงมาตั้งแต่ความถี่ต่ำไปจนถึงเสียงสูง ๆ อย่างเสียงซี๊ดซ๊าดที่เก็บได้จากไมค์ร้องของนักร้องตอนแสดงสด คุณจะได้ยินจากแอมป์ตัวนี้อย่างชัดเจน

ส่วนหนึ่งก็อาจจะมาจากลำโพงที่เราใช้ที่มีเสียงกลางแหลมซึ่งเป็นลำโพงฮอร์น ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร กลับเป็นเรื่องที่ปกติซะอีกกับการบันทึกเสียงในแบบแสดงสดที่ต้องได้ยินเสียงประเภทนี้ แต่จะมากจะน้อยจะถูกจริตกับคุณหรือไม่นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่กับอัลบั้ม The Eagles Farewell Live from Melbourne คือตั้งแต่เพลง Wested Time ไปจนถึง One of these Nights มันก็พิสูจน์แล้วว่า มันเป็น Av Receiver ตัวหนึ่งซึ่งถ้าใครชอบการฟังเพลงที่ได้ dynamic มีเสียงกีตาร์ที่กลีดเร้า เสียงกลองที่ปลุกอารมณ์ทุกครั้งที่หวดลงไป แอมป์ตัวนี้ล่ะครับคือหนึ่งในช้อยส์ของคุณ

ฟัง Live ให้ได้อารมณ์มากๆ ต้องตัวนี้เลย

แต่ก็ต้องยกเครดิตส่วนหนึ่งให้กับชุดลำโพง JBL Studio 5 Series ที่เอามาใช้ชุดนี้ด้วยเพราะว่าจุดเด่นของชุดลำโพงชุดนี้ก็คือลำโพงเสียงกลางแหลมที่ออกมาจะผ่านฮอร์นโหลดขนาดใหญ่ ข้อดีของมันก็คือ เราจะได้ยินเสียงจริงจากลำโพงก่อนที่จะได้ยินเสียงจากลำโพงก่อนเสียงที่สะท้อนมาจากส่วนอื่นของห้อง ซึ่งเป็นจุดเด่นมากๆ ของ Studio 5 series ชุดนี้เลย

แต่มันก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกันนั่นก็คือการที่จะให้มันครอบคลุมเสียงในโฮมเธียเตอร์ทุกจุดทุกตำแหน่งที่นั่งอาจจะต้องใช้จำนวน channel ของลำโพงมากหน่อย เพราะมุมกระจายเสียงมันไม่กว้างออกไปแบบสะเปะสะปะเหมือนทวิตเตอร์ของลำโพงทั่วไป

สำหรับการดูหนังกับชุดลำโพงที่สามารถใช้งานรองรับระดับความดังของ soundtrack ที่บันทึกมาเอาใจหนังแอ็คชั่นแบบซาดิสได้ Av Receiver ตัวนี้ล่ะครับน่าจะตอบโจทย์ของคุณ เพราะที่ระดับความดังถึงจุดหนึ่งมันจะโชว์ dynamic ออกมาอย่างบ้าคลั่ง จากฉากไล่ล่าในหนังเรื่อง London Has Fallen ที่เป็นแผ่น Blu-Ray 1080p สำหรับแผ่นที่ขายในอเมริกาที่เป็น Format เสียง dts x

ฉากแบบนี้คู่ควรกับแอมป์ตัวนี้จริงๆ

ผมอยากแนะนำว่าสำหรับ Av Receiver ที่ใช้ Audyssey Multi EQ XT32 ควรปรับค่า Audio/Audyssey ไปอยู่ที่ค่า “Reference” เพราะออเดซี่ปรับแต่งค่านี้มาเพื่อสำหรับให้เหมาะกับการรับชมเสียง soundtrack สำหรับภาพยนตร์โดยเฉพาะ filter เสียงแหลมไปนิดนึงไม่บาดหูกำลังดี ฉากนี้โชว์ความสามารถของการถอดรหัสเสียงและ dynamic ที่มีทั้งเสียงปืนกระหน่ำยิงกันอย่างไม่ยั้ง

บางซีนที่เหมือนให้คุณเข้าไปอยู่ในรถแลนด์โรเวอร์ที่มีกระสุนปืนพุ่งมา รอบทิศ ด้วยการจัดตำแหน่งของเสียงเซอร์ราวด์ และ bass management ที่เอาเสียงความถี่ต่ำจัดสรรไปให้ซับวูฟเฟอร์เพียงตัวเดียวที่เรามีอยู่ ที่ระดับความดังอ้างอิงกับในโรงหนังถือว่าทำได้ยอดเยี่ยม เรื่องไดนามิคไม่ต้องพูดถึงมันโดดเด่นให้คุณได้รับรู้ตลอดทั้ง 3 ย่านความถี่เพียงแต่การใช้ซับวูฟเฟอร์ตัวเดียวอาจจะทำให้มันทำงานแบบเครียดไปหน่อยในบางจังหวะ แต่ก็ยังถือว่าซับวูฟเฟอร์ของ JBL ตัวนี้ทำงานได้สมกับค่าตัวของมันอยู่

ความต่อเนื่องของเสียงโดยเฉพาะเสียงจากใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ในฉากถัดไปที่ต้องอาศัยลำโพงบนเพดานซึ่งเป็นคนละโมเดลกับลำโพงหลักที่เราใช้ เพราะมันต้องช่วยดึงเสียงให้ขึ้นไปสูงกว่าศีรษะมันก็ยังให้สเกลของเสียงใบพัดขนาดใหญ่ที่เคลื่อนที่ผ่านจากหน้าไปหลังกลมกลืนกันเป็นอย่างดี

X6300H สำหรับใคร?
ในขณะที่เราทดสอบ X6300H มันมีราคาที่แจ้งไว้ประมาณ 130,000 บาท มากกว่า X4300H ซึ่งเป็นรุ่นรองลงไปถึงครึ่งต่อครึ่ง นี่เป็นขั้นตอนที่ต้องคิดกันให้หนัก ควรถามตัวเองว่าจะทำยังไงถึงจะได้รับประโยชน์จากการเป็นเจ้าของ X6300H มากที่สุด?

เมื่อเรามองที่หลักการออกแบบ Av Receiver 2 ตัวนี้ว่ามันใช้ปรัชญาของการออกแบบเท่าเท่ากัน ดังนั้นความแตกต่างที่สำคัญอยู่ที่เรื่องกำลังขับของเสียง ซึ่ง X6300H จะได้เปรียบกว่า X4300H อยู่ 20 วัตต์ต่อแชนเนล เครื่องกำลังขับว่ากันไม่ได้บางคนชอบพูดว่า “มีเหลือให้ใช้ ดีกว่าไม่มี” แต่ก็มีแนวโน้มที่จำเป็นถ้าคุณใช้ลำโพงที่ต้องการกำลังขับมากหน่อย

และที่สำคัญจำนวนแชนเนลของ X6300H ที่มีมากกว่า X4300H สองแชนเนลหมายถึง X6300H สามารถทำงานได้เต็มรูปแบบ Dolby Atmos 7.2.4 กับลำโพงความสูง Atmos สองคู่ ซึ่งเป็นคอนฟิกูเรชันที่ดีที่สุดเพื่อใช้ประโยชน์จาก Atmos ทั้งหมดที่มันสามารถเป็นไปได้ ความสามารถในการติดตั้งแบบที่ภาคขยายทั้งหมดอยู่ในหนึ่งเดียวกันเป็นข้อได้เปรียบแน่นอน ดังนั้นถ้าคุณคิดว่าอนาคตจะเดินไปสุดทาง X6300H ก็คือทางเลือกที่ดี

แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ยังมาพร้อมกับมูลค่าที่เพิ่มขึ้นอยู่ดี หากยังไงซะคุณก็ไม่คาดหวังที่จะใช้ช่องสัญญาณทั้งหมดทั้ง 11 channel X4300H อาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับการลงทุน

Conclusion
ก็ไม่ได้ผิดความคาดหมายมากนักว่า X6300H ใหม่ เป็น Av Receiver ระดับ high-end จาก Denon ที่ตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อประดับวงการ คุณลักษณะเสียงที่ขยันขันแข็ง ฟังดูดี มีคุณสมบัติพร้อมสำหรับการต่อ ยอดในอนาคต และมีความยืดหยุ่นให้กับการกำหนดคุณสมบัติของเสียงเซอร์ราวด์ ใน Home Theater จำนวนมากที่สุดตอนนี้ถึง 11 Channels

หากคุณวางแผนทำห้องโฮมเธียเตอร์ไม่ว่าจะเป็น 7.2.4 หรือ 7.1.2 แล้วเอาแอมป์ที่เหลือมาขับคู่หน้าให้เป็นไบแอมป์เหมือนที่เราใช้กับ JBLStudio 580H X6300H เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับการทำงานแบบ “ตัวเดียวจบ”

การผสานรวม HEOS เข้ากับ X6300H ทำให้แพลตฟอร์ม Multiroom /Multi zone ฉายแววอนาคตด้วยระบบไร้สายเต็มรูปแบบ ทำให้คุณได้เพิ่มขึ้นมาอีก 2 โซน ที่คอนโทรลผ่าน application บนมือถือ

แม้ว่าสุดท้ายการทำงานทั้งระบบจะถูกบังคับให้ใช้ลำโพง HEOS ของ Denon เอง แต่ Denon ก็ไม่ได้คาดหวังว่าสุดท้ายแล้วระบบมัลติโซนจะจบลงปลายทางที่ลำโพงอย่างเดียว เรายังจะเห็น system ที่รองรับระบบ HEOS ออกมาจาก Denon อีกหลายตัว

แต่โดยรวมแล้วเราคิดว่า AVR- X6300H มันต้องการตอบสนองกับใครที่ต้องการความเยี่ยมยอดของระบบเสียงในโฮมเธียเตอร์จาก 11 channel ที่อยู่ในตัวถังเดียวกันแล้วล่ะก็ คุณสมบัติเหมือนเดิมที่เพิ่มเติมขึ้นมาของมันล้วนเป็นกำไรที่เพิ่มขึ้นให้กับคนที่ครอบครองมัน

จุดเด่น
+ เป็น Av Receiver 11 channel แบบตัวเดียวจบที่ให้ไดนามิกเสียงสำหรับดูหนังในฟอร์แมต lossless audio ได้ดีที่สุดตัวหนึ่งที่เราเคยได้ยิน
+ การ set up ตำแหน่งการใช้งานที่ได้ถึง 8 จุด เป็นสิ่งที่พึงกระทำสำหรับ Avr ในระดับ hi-end
+ Scaler ภาพเพื่อให้ได้การแสดงผลออกมาเป็น 4K สามารถทำงานในโหมดอนาล็อก และดิจิตอลได้ทั้งคู่ มีโหมดค่า preset ในระดับ professional ให้เลือกใช้

ข้อสังเกต
– มีความร้อนสะสมอยู่ในปริมาณที่มากพอดู ต้องทำงานในสภาพอากาศที่ถ่ายเทได้ดี เท่านั้น
– รีโมทไม่มีไฟแสดงปุ่มของการใช้งานมาให้ในที่มืดๆ ต้องใช้ผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนถึงจะสะดวก
– ยังต้องจ่ายตังค์เพิ่มเพื่อ Application บนสมาร์ทโฟนที่ชื่อ Audyssey MultiEQ Editor เพื่อการคาลิเบรทเสียงให้ดีขึ้น


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด
โทร. 0-2256-0020-9
ราคา 160,000 บาท

ธนภณ พูลเจริญ

Content Contributor ที่ปรารถนาจะถ่ายทอดประสบการณ์ในแวดวงโฮมเธียเตอร์ ทีวี และระบบเสียงมัลติรูมในแง่ของความคุ้มค่าของการใช้งาน เปิดมุมมองสู่ความต้องการที่ชัดเจนให้กับผู้บริโภคที่ชื่นชอบเทคโนโลยี

ธนภณ พูลเจริญ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.