รีวิว Apple : iPad 9.7″ 6th Generation (2018)

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา Apple ได้เปิดตัว iPad รุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับหน้าจอ 9.7 นิ้ว เป็นไอแพดรุ่นที่ 6 ต่อเนื่องจากรุ่นก่อนหน้าที่ออกมาเมื่อปีก่อน

นอกจากสีใหม่ที่เพิ่มมาอย่างสีทองเฉดอมชมพูแล้ว ดูเหมือนไอแพดรุ่นใหม่นี้เหมือนจะเป็นรุ่นไมเนอร์ของ iPad 9.7” (2017) เสียมากกว่า ทว่าความแตกต่างที่ถูกมองข้ามไปนั้นกลับสร้างแรงกระเพื่อมให้ผู้คนหันมาพูดถึงและให้ความสนใจ iPad รุ่นใหม่ราวกับนัดหมายกันมาล่วงหน้า

คุณสมบัติเด่น
iPad 9.7″ 6th Generation (2018) หรือเรียกอย่างย่อว่า iPad 9.7″ (2018) เปิดตัวมาพร้อมกับสเปคฯ และราคาที่ทำให้หลายคน (รวมทั้งตัวของผู้เขียนด้วย) หันกลับมามองอุปกรณ์อย่างไอแพดอีกครั้ง

iPad 9.7″ 6th Generation (2018) มี 4 รุ่นย่อย แบ่งเป็นรุ่น Wi-Fi และ Wi-Fi + Cellular โดยมีขนาดความจุให้เลือกที่ 32GB และ 128GB ทุกรุ่นมีหน่วยความจำ RAM 2GB เท่ากันหมด ราคาเริ่มต้นสำหรับรุ่น 32GB Wi-Fi ซึ่งใช้อ้างอิงในรีวิวนี้ราคาถูกที่สุดคืออยู่ที่ 11,500 บาท* ซึ่งราคานี้ถ้ามองว่าเป็นไอแพดจอใหญ่รุ่นใหม่ล่าสุด มันก็น่าสนใจไม่น้อยแล้ว

*Wi-Fi: 32GB = 11,500 บาท, 128GB = 14,900 บาท
 Wi-Fi+Cellular: 32GB = 16,900 บาท, 128GB = 19,900 บาท

ไอแพดรุ่นนี้มาพร้อมกับหน้าจอทัชสกรีน IPS LCD ขนาด 9.7 นิ้ว เป็นจอ Retina Display ความละเอียด 2048 x 1536 พิกเซล ที่รองรับการเขียนบนหน้าจอด้วย Apple Pencil แต่ดินสออิเล็กทรอนิกส์ของแอปเปิ้ลชิ้นนี้ต้องแยกซื้อต่างหากเป็นอุปกรณ์เสริมในราคา 3,400 บาท

ทั้งตัวเครื่องและ Apple Pencil ทางแอปเปิ้ลเองมีโปรโมชันพิเศษสนับสนุนการใช้งานเพื่อศึกษาซึ่งจะลดราคาลงไปจากเดิมอีกเล็กน้อย

ตัวเครื่องทำจากวัสดุอะลูมิเนียมเป็นชิ้นเดียวกัน มีความบางและเบาอย่างที่เราสัมผัสได้จากไอแพดในยุคหลัง ๆ โดยมีความหนาของตัวเครื่องเพียงแค่ 7.5 มิลลิเมตร ซึ่งบางกว่าสมาร์ทโฟนบางรุ่นในปัจจุบันเสียอีก และมีน้ำหนักไม่ถึง 5 ขีด (469 กรัมในรุ่น Wi-Fi และ 478 กรัมในรุ่น Wi-Fi Cellular)

ไอแพดรุ่นนี้ใช้ชิปประมวลผล A10 Fusion (2.3GHz) ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่ใช้งานอยู่ใน iPhone 7 และ iPhone 7 Plus ก้าวหน้าไปจากไอแพด 9.7 นิ้วรุ่นปีที่แล้วที่ใช้ชิป A9 ไปอีกหนึ่งเจนเนอเรชัน

รายละเอียดของส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น กล้องหน้าและกล้องหลัง, พอร์ตเชื่อมต่อต่าง ๆ, ปุ่มโฮมและเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ หรืออุปกรณ์มาตรฐานที่มาพร้อมกับเครื่องยังใช้พิมพ์เดียวกับไอแพด 9.7 นิ้วรุ่นปีที่แล้ว

กล้องที่ปรับปรุงใหม่ทำให้ตัวเครื่องสามารถใช้งาน AR ได้เต็มที่

แกะกล่องลองใช้งาน
มีคนสงสัยกันมากว่า iPad 9.7″ (2018) นั้นเป็นรุ่นอัปเกรดของ iPad ปี 2017 หรือแม้แต่รุ่นก่อนหน้านั้นอย่าง iPad Air 2 หรือไม่ คำตอบคือไม่สามารถฟันธงได้ครับ อยู่ที่ว่าเราจะให้ความสำคัญกับจุดไหน

ในฐานะที่ผมเคยใช้ iPad Air 2 มาก่อนตัวเครื่อง iPad Air 2 จะบางกว่า (6.1mm) และน้ำหนักเบากว่า (437 กรัม) หน้าจอของ iPad Air 2 ก็เป็นแบบ iPad Pro คือเป็นจอแบบ Full Lamination คือตัวกระจกและจอจะถูกผนึกแนบเป็นชิ้นเดียวกัน แต่จอของ iPad 9.7″ (2018) จะเป็นแบบไม่ Full Lamination ตัวจอและกระจกจะแยกเป็นคนละชิ้นกัน

ในทางเทคนิคแล้วจอแบบ Full Lamination จะให้ภาพที่ดีกว่า มีการสะท้อนของหน้าจอน้อยกว่า

แต่เมื่อใช้งานจริงหากไม่จับเทียบกันโดยตรงแล้ว หรือแม้แต่การไปยืนเทียบกับ iPad Pro ที่โชว์รูม ผมว่าภาพที่เห็นบนหน้าจอของ iPad 9.7″ (2018) ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร มันยังคงเป็นจอภาพที่ไว้ใจได้ตามมาตรฐานของ Apple

ภาพที่ถ่ายจากหน้าจอของ iPad 9.7″ (2018)

ไว้ใจได้ในที่นี้คือ มันคมชัด สว่าง และให้สีสันที่แม่นยำ ไม่สวยแบบหลอกตา แน่นอนว่านอกจากการใช้งานเพื่อความบันเทิงแล้ว ผมยังสามารถใช้มันทำงานอย่างเช่น การตัดต่อวิดีโออย่างง่ายใน iMovie, การแต่งภาพใน Lightroom CC / Affinity Photo หรือใช้ Notabilty ในการสร้างเอกสารหรือจดบันทึกงานได้ด้วย

ยิ่งงานในส่วนหลังเมื่อใช้งานร่วมกับ Apple Pencil มันทำให้ผมลืมการจดบันทึกในแผ่นกระดาษไปเลย อันนี้ขอพูดจากใจจริง ๆ ไม่ได้จะมาหลับหูหลับตาอวยกัน

ใช้แต่งภาพใน Lightroom

การใช้งานร่วมกับ Apple Pencil ก็เป็นอะไรที่น่าทึ่งมากสำหรับแท็บเล็ตในระดับราคานี้ แน่นอนว่าความเนียนในการใช้งานมันยังเป็นรอง iPad Pro อยู่บ้าง แต่ก็แย่หรือแค่พอรับได้ มันยังคงวาดหรือเขียนได้ลื่นไหลและมีการตอบสนองที่ดีมาก

ผลการวัดสมรรถนะในแอปฯ Benchmark ชื่อดัง จะเห็นว่าไอแพดรุ่นนี้มีสมรรถนะทัดเทียมสมาร์ทโฟนในระดับบนเลยทีเดียว

ผมจำได้ว่าในระหว่างเขียนรีวิว ผมใช้ Apple Pencil กรอกข้อมูลในเอกสาร (pdf) หรือเซ็นชื่อรับรองสำเนา (jpg, pdf) ไปหลายชุดเลยทีเดียว เอกสารที่ส่งมาทางอีเมลแทนที่จะต้องปริ๊นต์ออกมาก็เปิดจากอีเมล เซ็นชื่อหรือกรอกข้อมูลแล้วส่งกลับไปได้เลย

สำเนาบัตรประชาชน สำเนาสมุดบัญชี แทนที่จะต้องไปถ่ายเอกสารแล้วเซ็นชื่อ แล้วกลับไปสแกนอีกที ผมใช้ iPad สแกนเป็นไฟล์เอกสาร เซ็นชื่อแล้วส่งต่อได้เลย work flow ลัดขั้นตอนไปได้เยอะมาก สะดวกและคล่องตัว

อย่างที่ได้เรียนไว้ข้างต้นว่าเมื่อใช้งานร่วมกับ Apple Pencil แล้วไอแพดรุ่นนี้ยิ่งคุ้มค่ามากขึ้นไปอีก แม้ว่าจะต้องจ่ายเงินซื้ออุปกรณ์เสริมตัวนี้เพิ่มก็ตาม แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราจำเป็นต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อไอแพดรุ่น Pro เท่านั้นจึงจะมีสิทธิใช้งานได้อย่างนี้

การใช้ Apple Pencil ใน Notability

นอกจากเรื่องงานแล้ว เมื่อพิจารณาในด้านการใช้งานเพื่อความบันเทิง การที่มันมีช่องเสียบหูฟังแน่นอนว่ามันยังคงเป็นไอแพดที่ให้เสียงจากช่องหูฟัง 3.5mm ได้ดีมาก เสียงดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไปแทบทุกระดับราคา ยกเว้นที่ตั้งใจทำมาให้เสียงเทพอย่างเช่น LG V30+ (ที่ยกตัวอย่างรุ่นนี้ เพราะผมได้ลองเทียบกันจริงจัง)

สำหรับเสียงจากลำโพงในตัวไอแพดรุ่นนี้มาพร้อมกับลำโพงสเตริโอ 2 ตัว ที่อยู่ด้านล่างขนาบช่องเสียบพอร์ต Lightning ให้เสียงออกมาค่อนข้างดีครับ เสียงดังในระดับหนึ่ง ให้เสียงมีรายละเอียด มีเนื้อหนังไม่ใช่เสียงดังแบบเจี๊ยวจ๊าวน่ารำคาญ และมันให้เสียงสเตริโอได้จริงครับแต่มันเป็นสเตริโอแบบแคบ ๆ (ถึงแคบมาก) และต้องดูในแนวตั้งเท่านั้นจึงจะได้ยินมิติแบบสเตริโอ

ในส่วนนี้จะสู้แท็บเล็ตที่ตั้งใจทำมาให้เสียงดีเป็นพิเศษอย่าง Huawei MediaPad M3 (แน่นอนว่ารวมถึง Huawei MediaPad M5 ที่เปิดตัวมาไม่นานด้วย) และ iPad Pro ทุกรุ่นไม่ได้ครับ ทั้งเรื่องของความดัง คุณภาพเสียงและมิติเสียงสเตริโอ

รองรับระบบภาพ Dolby Vision ใน Netflix

อีกจุดหนึ่งที่หลายคนมองข้ามและอาจไม่ได้พูดถึงก็คือจอของ iPad 9.7″ (2018) นั้นรองรับระบบภาพ “Dolby Vision” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานของเทคโนโลยี HDR คุณภาพสูง และไม่ได้รองรับในจอของแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนทั่ว ๆ ไป ซึ่งเครื่องที่ไม่ได้รองรับเวลาเปิดเข้าไปในเมนูของ Netflix จะขึ้นเป็นสัญลักษณ์ HD หรือ HDR แทนโลโก้ Dolby Vision

ใครที่ใช้บริการ Netflix แพคเกจพรีเมียมอยู่จะสามารถเข้าถึงคุณภาพในส่วนนี้ได้ (ค้นหาคำว่า Dolby Vision หรือ HDR) อย่าลืมลองกันนะครับ

ความเห็นโดยสรุปและข้อแนะนำ
ในภาพรวมแล้วโดยเฉพาะเมื่อเทียบกันบาทต่อบาท ผมไม่แปลกใจเลยที่สื่อเกือบทั้งหมดทั่วโลกลงความเห็นตรงกันว่า iPad 9.7″ (2018) คือ แท็บเล็ตสุดคุ้มระดับ best buy ประจำปี 2018 ซึ่งผมเองก็เห็นสมควรทุกประการ

หลักใหญ่ใจความที่ทำให้มันเป็นเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องของนวัตกรรม ฮาร์ดแวร์ หรือซอฟต์แวร์ iOS อย่างหนึ่งอย่างใด แต่เป็นทั้งหมดรวมกันในอัตราส่วนที่กลมกล่อม รวมถึงราคา ซึ่งไม่บ่อยนักที่สินค้ารุ่นใหม่ของ Apple จะมีคนพูดว่า “ถูกกว่าที่คิดแฮะ”

iPad 9.7″ (2018) เป็นไอแพดที่ไม่ใช่รุ่น Pro และเป็นไอแพดราคาถูกสุดที่รองรับ Apple Pencil มันทำให้ผมซึ่งเคยคิดว่า Apple Pencil มีไว้สำหรับคนที่ทำงานศิลปะเท่านั้นต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่

เมื่อใช้งานร่วมกับคีย์บอร์ดไร้สาย

ยิ่งเมื่อ Apple ได้พัฒนา iOS 11 ในส่วนของแท็บเล็ต iPad มาได้ถึงจุดนี้ ทำให้หลายวาระผมเลือกหยิบ iPad ไปทำงานแทน Laptop ได้อย่างสบายใจแล้วนะครับ

ยิ่งถ้าเหน็บคีย์บอร์ดไร้สาย Microsoft Wedge Mobile Keyboard หรือ Apple Magic Keyboard ไปด้วย ผมนั่งพิมพ์งานได้สบายเลยครับ ส่วนหนึ่งของรีวิวนี้ก็มาจากการพิมพ์ในไอแพดนี่แหละครับ (แอปฯ Citrix QuickEdit)


FYI
เราสามารถเพิ่มงบไปเล่น iPad Pro 10.5 นิ้ว 64GB Wi-Fi ที่มีจอใหญ่กว่า ภาพสวยกว่า ลำโพงเสียงดีกว่า มี smart connector สำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริมภายนอก และมีโปรเซสเซอร์ที่เหมาะกับงานแบบ multitask มากกว่าได้ครับ แต่ต้องจ่ายเพิ่มอีกเท่าตัว! คือ 24,500 บาท ความคุ้มค่าของเราอยู่ตรงจุดไหน ให้ถามใจตัวเองดูครับ

Recommended
อุปกรณ์เสริมที่ควรมีติดเครื่องไว้:
Apple Pencil

แอปฯ ที่ควรมีติดเครื่องไว้ (นอกจากแอปฯ พื้นฐาน):
Notability, Lightroom CC for iPad, Affinity Photo, Citrix QuickEdit, Netflix

อัปเดต 23 กันยายน 2561
ลิงก์สำหรับการสั่งซื้อแบบมีส่วนลด ตามนโยบายส่งเสริมการศึกษาจาก Apple
https://www.apple.com/th-edu/shop

มนตรี คงมหาพฤกษ์

บรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้นจากความหลงใหลงานอิเล็กทรอนิกส์ ดี.ไอ.วาย. จากนั้นก็มาชอบเครื่องเสียง เล่นทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังจริงจังกับเรื่อง Voice Assistant และ AI

มนตรี คงมหาพฤกษ์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.