รีวิว Marantz : PM-10

มันไม่ง่ายที่จะพยายามจับคู่ต้นสายกับปลายเหตุระหว่าง “เสียง” กับ “ดีไซน์” ซึ่งบางครั้งมันก็บอกยากว่า คุณสมบัติส่วนนั้น-ส่วนนี้ของเสียงที่กำลังฟังมันเป็นผลมาจากส่วนไหนของวงจร? หรือจะเป็นผลมาจากภาคจ่ายไฟ? เอะ.. หรือเป็นเพราะตัวถังที่ชีลด์ด้วยทองแดง.? อือมม.. อะไรกันแน่.?

Marantz กับตำนานที่ยาวไกล..
แหม.. จั่วหัวด้วยประโยคเท่ห์ๆ แบบนี้กันเลย ซึ่งต้องย้ำเน้นกับคนที่ไม่คุ้นเคยกับแบรนด์นี้ก่อนนะว่า ชื่อนี้มีมานานกว่าครึ่งทศวรรตแล้วนะ (ปรีแอมป์ของ Marantz ตัวแรกออกจำหน่ายเมื่อปี 1952) ฉะนั้น คำว่า “ตำนาน” จึงไม่ได้เป็นอะไรที่เกินเลยอย่างแน่นอน เหตุผลที่ผมพาคุณถอยกลับไปเริ่มต้นไกลถึงต้นตอของแบรนด์ก็เพื่อจะบอกให้รู้ว่า แบรนด์นี้ผ่านยุครุ่งเรืองและตกต่ำมาแล้วหลายตลบ

หลังจากเปลี่ยนมือผู้ถือครองแบรนด์จากผู้ก่อตั้งชาวอเมริกาไปเป็นญี่ปุ่นและต่อไปถึงฮอลแลนด์แล้วสุดท้ายหวนกลับมาอยู่ในมือของญี่ปุ่นอีกครั้งก่อนจะถูกซื้อไปอีกสองรอบโดยกองทุนใหญ่ แม้ว่าแบรนด์ Marantz จะตุปัดตุเป๋มาตลอด กระนั้น ตลอดเวลา 65 ปีที่ผ่านมา สินค้าชื่อแบรนด์ Marantz ก็ไม่เคยห่างหายไปจากวงการเครื่องเสียง ทว่า หากเทียบกับความโด่งดังในอดีตแล้ว ตอนไปตกอยู่ในมือของ Philips สินค้าในไลน์ Amplifier ถือว่าแย่ลงมาก ทั้งๆ ที่เป็นประเภทของผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อให้กับ Marantz ในยุคบุกเบิก ซึ่งช่วงหลังจากมาอยู่ในมือของคนญี่ปุ่น Marantz ก็เริ่มกลับมาผงาดอีกครั้ง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่ม Amplifier ที่มีทิศทางดีขึ้นมากมาตามลำดับ..

PM-10 กับการเปลี่ยนแปลง
ที่ยิ่งใหญ่ แนวคิดแสนวิเศษของ Saul Marantz ที่เขาใช้ในการออกแบบปรีแอมป์รุ่น Audio Consolette ผลิตภัณฑ์ตัวแรกภายใต้ชื่อแบรนด์ Marantz (ก่อนจะมาเป็น Marantz รุ่น M1) ก็คือ “ground-free” เป็นการออกแบบวงจรที่พยายามหลีกเลี่ยงปัญหาจากกราวนด์ในระบบให้มากที่สุด ซึ่งทีมวิศวกรที่ดูแลการออกแบบ PM-10 ตัวนี้ ได้นำเอาแนวคิดนี้มาเป็นเป้าหมายในการออกแบบจนทำให้ได้ผลออกมาตามอุดมคติที่ผู้คิดค้นคนแรกคือ Saul Marantz ตั้งธงเอาไว้

หน้าตาของปรีแอมป์รุ่น Audio Consolette ผลิตภัณฑ์ตัวแรกของ Marantz ที่ออกมาตั้งแต่ปี 1952

เมื่อปี 1952 Saul Marantz นำแนวคิด ground free ของเขามาใช้ในการออกแบบปรีแอมป์ ในขณะที่ทีมออกแบบรุ่นหลานนำแนวคิดมาใช้ออกแบบอินติเกรตแอมป์ซึ่งมีโครงสร้างการทำงานของวงจรอิเล็กทรอนิคที่มีความสลับซับซ้อนมากกว่า เพราะประกอบด้วยภาคปรีแอมป์และภาคเพาเวอร์แอมป์อยู่ในตัวถังเดียวกัน โจทย์จึงยากกว่าเป็นสองเท่า

1 : ปุ่ม Input Selector ไว้เลือกอินพุต
2 : ไฟเรืองสีฟ้า
3 : จอแสดงผล
4 : ไฟแสดงสถานะของเครื่อง 3 รูปแบบ คือขณะเครื่องถูกเปิดใช้งาน (Power On) ไฟที่จุดนี้จะเป็นสีฟ้า แต่ถ้าตัวเครื่องอยู่ในสถานะสแตนด์บาย หรือปิดการทำงาน ไฟดวงนี้จะดับลง
5 : ไฟแสดงสถานะเครื่อง เมื่อกดสิทช์เปิดเครื่อง ไฟดวงนี้จะเป็นสีแดงกระพริบ เมื่อเครื่องอยู่ในสภาวะพร้อมทำงาน ไฟดวงนี้จะดับมืดลง และเมื่อเครื่องอยู่ในสภาวะสแตนด์บาย ไฟดวงนี้จะเป็นสีแดง ถ้าปิดเครื่อง ไฟดวงนี้จะดับลง
6 : ปุ่มวอลลุ่มสำหรับหมุนปรับความดัง
7 : รูเสียบแจ๊คหูฟัง
8 : ปุ่มเปิด/ปิดไฟเข้าเครื่อง
9 : จุดรับสัญญาณอินฟราเรดจากรีโมทไร้สาย

ทีมออกแบบ PM-10 เริ่มต้นด้วยการจัดวงจรของภาคปรีฯ ให้เป็นแบบ “บาลานซ์แท้” (true balanced configuration) ทั้งสองภาค จึงสามารถแยกกราวนด์สำหรับสัญญาณแต่ละแชนเนลออกจากกันได้ และด้วยลักษณะของวงจรบาลานซ์ที่แยกขยายสัญญาณซีกบวกกับซีกลบออกจากกันในแต่ละแชนเนล จึงมีผลให้สัญญาณรบกวนที่ติดมากับสัญญาณทั้งซีกบวกและซีกลบถูกหักล้างกันไปโดยอัตโนมัติเมื่อสัญญาณเสียงทั้งสองซีกไปรวมตัวกันที่ปลายทาง เหตุผลก็เพราะว่าสัญญาณรบกวนบนภาคขยายทั้งสองซีกมีเฟสตรงข้ามกันนั่นเอง

แต่เพื่อให้ได้ทางเดินสัญญาณ “ตลอดทั้งเส้นทาง” จากอินพุตไปจนถึงเอาต์พุตที่มีลักษณะเป็น ground free คือปราศจากการรบกวนของ noise ที่มากับกราวนด์จริงๆ นอกจากภาคปรีแอมป์แล้ว พวกเขาจึงได้ออกแบบภาคเพาเวอร์แอมป์แยกกันขาดระหว่างแชนเนลซ้ายกับแชนเนลขวาด้วย (เป็นดูอัลโมโนสมบูรณ์แบบ) และได้แยกภาคเพาเวอร์ซัพพลายของแชนเนลซ้ายกับแชนเนลขวาของแต่ละส่วน คือของภาคปรีแอมป์, ของภาคคอนโทรล และของภาคภาคเพาเวอร์แอมป์ออกจากกันด้วย นั่นจึงทำให้สามารถขจัดปัญหาเรื่องของ ground ลงไปได้อย่างเด็ดขาด

รีโมทไร้สายที่แถมมาให้ สามารถควบคุมสั่งงานเครื่องเล่น CD/SACD รุ่น SA-10 คู่ของมันได้ด้วย

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสำหรับ PM-10 ปรากฏอยู่ในส่วนของภาคเพาเวอร์แอมป์ ซึ่งเป็นอะไรที่แตกต่างไปจากรุ่นอื่นๆ ในอนุกรม PM-11 ที่ผ่านมา และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลมากต่อคุณภาพเสียงซะด้วย นั่นคือ พวกเขาหันไปใช้เพาเวอร์แอมป์แบบสวิทชิ่งแทนแบบเดิมๆ ที่เคยทำมา โดยใช้โมดูลสวิชชิ่ง Class-D เพาเวอร์แอมป์ของ Hypex Electronics ‘Ncore’ จำนวน 4 โมดูล แยกกันขับสัญญาณเสียงแชนเนลซ้ายและแชนเนลขวา ข้างละ 2 โมดูล จัดวงจรแบบ bridged mode คือให้โมดูลหนึ่งขับสัญญาณซีกบวกส่วนอีกโมดูลขับสัญญาณซีกลบ

ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะสามารถควบคุมปัญหาเรื่อง ground ได้อย่างเด็ดขาดแล้ว ยังทำให้ได้ประสิทธิภาพในการขยายสัญญาณสูงขึ้น และได้ S/N ratio ของสัญญาณเอาต์พุตที่ดีขึ้นอีกด้วย

ธานี โหมดสง่า

นักเขียนอาวุโสมากประสบการณ์ เจ้าของวลี "เครื่องเสียงและดนตรีคือชีวิต"

ธานี โหมดสง่า

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.