รีวิว SAMSUNG harman/kardon : HW-N850

การเข้าควบรวมกิจการของบริษัท ฮาร์แมน อินเตอร์ฯ ของบริษัทซัมซุงฯ ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่จากประเทศเกาหลีนอกจากจะเป็นใบเบิกทางให้ซัมซุงสามารถขยับขยายเข้าสู่อุตสาหกรรมจอภาพในโรงภาพยนตร์ได้แล้ว

ในอีกมุมหนึ่งซัมซุงยังได้นำองค์ความรู้จากฮาร์แมนฯ มาช่วยพัฒนาสินค้าในกลุ่มเครื่องเสียงของตัวเองด้วย

ไม่ใช่แค่เพียงใช้ทรัพยากรจากฮาร์แมนฯ แต่ซัมซุงยังได้ยกย่องให้ชื่อของ harman/kardon แบรนด์ในเครือของบริษัท ฮาร์แมน อินเตอร์ฯ มาอยู่เคียงคู่กับชื่อของ SAMSUNG กลายเป็นยี่ห้อ “SAMSUNG harman/kardon” ตีตรามาในสินค้าซาวด์บาร์รุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเร็ว ๆ นี้จำนวน 2 รุ่นได้แก่ HW-N950 และ HW-N850

จุดเด่นของลำโพงซาวด์บาร์ทั้ง 2 รุ่นคือมันรองรับระบบเสียง Dolby Atmos และมีวงจรอัปสเกลเสียงเป็น 32bit เพื่อขยายช่วงไดมานิกเรนจ์ของเสียงให้เสียงสามารถสวิงหนักเบาได้อย่างเป็นอิสระมากยิ่งขึ้นไปอีก

หลังจากที่ได้เปิดตัวและวางจำหน่ายในต่างประเทศตั้งแต่ช่วงกลางเดือนสิงหาคม ทางซัมซุงก็ได้นำรุ่น HW-N850 มาให้ทาง GM2000 ได้ทดลองใช้งาน ได้ทดลองฟังเสียงกัน

คุณสมบัติและการออกแบบ
จากข่าวการเปิดตัวไลน์สินค้าใหม่ของยี่ห้อ “SAMSUNG harman/kardon” ที่ออกมาก่อนหน้านี้ จะเห็นว่า HW-N850 นั้นเป็นรุ่นรองลงมาจาก HW-N950 ซึ่งเป็นตัวท้อป แต่ก็มีความน่าสนใจไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลยอีกทั้งยังมีความเรียบง่ายมากกว่า

ที่ว่าเรียบง่ายกว่าก็เพราะในรุ่น HW-N950 นั้นเป็นระบบเสียง 7.1.4 แชนเนล ประกอบไปด้วยลำโพงทั้งหมด 4 ตัวคือ ตัวลำโพงหลัก (bar speaker), ลำโพงซับวูฟเฟอร์ไร้สาย และลำโพงหลังแบบไร้สายอีก 1 คู่

ขณะที่รุ่น HW-N850 ที่ทางบริษัท ไทยซัมซุง จำกัด นำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราเวลานี้ เป็นลำโพงซาวด์บาร์ระบบเสียง 5.1.2 แชนเนล ในชุดมีลำโพงแค่ 2 ตัวเท่านั้นคือ ตัวลำโพงหลัก (bar speaker) และ ลำโพงซับวูฟเฟอร์ไร้สาย

ราคาล่าสุดรุ่น HW-N850 ที่ผมเห็นประกาศไว้บนหน้าเว็บของซัมซุง อยู่ที่ชุดละ 19,990 บาท ซึ่งต้องบอกว่าทำราคาได้น่าสนใจมาก เพราะว่าการใส่ชื่อฮาร์แมนการ์ดอนเข้ามาในครั้งนี้ ผมพิจารณาดูแล้วบอกได้เลยว่าไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของมาร์เก็ตติง แต่ผมเห็นถึงความพยายามในการยกระดับเสียงจากลำโพงประเภทซาวด์บาร์

ไดรเวอร์ทั้ง 13 ตัวในลำโพงซาวด์บาร์

ระบบเสียง 5.1.2 แชนเนลใน HW-N850 ในข้อมูลของซัมซุงบอกว่าได้จากไดรเวอร์ (ดอกลำโพง) ทั้งหมด 13 ตัวที่อยู่ในตัวลำโพงซาวด์บาร์ แยกมิติเสียงซ้าย, กลาง, ขวา พร้อมทั้งไดรเวอร์ยิงเสียงออกทางด้านข้างเพื่อสร้างมิติเสียงของลำโพงเซอร์ราวด์หลัง และไดรเวอร์ยิงเสียงขึ้นด้านบน ทำงานร่วมกับลำโพงซับวูฟเฟอร์ไร้สาย

ลำโพงซับวูฟเฟอร์ระบบไร้สาย

ลำโพงซาวด์บาร์ชุดนี้มีภาคขยายเสียงกำลังขับรวมถึง 372 วัตต์ (RMS) ให้มิติเสียงรอบทิศทางด้วยภาคถอดรหัสสัญญาณ Dolby Atmos, DTS: X และ MPEG-H ในกรณีที่ห้องมีขนาดใหญ่สามารถซื้อ Wireless Rear Speaker Kit หรือชุดลำโพงหลังแบบไร้สายรุ่น SWA-9000S ของ Samsung มาเพิ่มความชัดเจนของมิติเสียงของลำโพงเซอร์ราวด์ด้านหลังได้ (ไม่ได้มีใช้งานในรีวิวนี้)

นอกจากนั้นแล้ว ซัมซุงยังคุยว่าใน HW-N850 ยังมีเทคโนโลยีเพิ่มคุณภาพเสียงด้วยเทคนิคการทำอัปสเกลสัญญาณเสียงที่รับเข้ามาด้วยเทคโนโลยี UHQ 32bit Up-Scaling ซึ่งอ้างว่าจะทำให้สามารถถ่ายทอดไดนามิกเรนจ์ของเสียงได้ดีขึ้น ให้เสียงที่เต็มอิ่มและกระหึ่มกว่าโดยที่ยังคงความเป็นธรรมชาติของเสียงเอาไว้

การเชื่อมต่อและการใช้งาน
ลำโพงซาวด์บาร์ชุดนี้ถูกส่งมาในกล่องกระดาษใบใหญ่กว่าที่ผมคิดเอาไว้มากครับ มันดูเหมือนกล่องใส่ทีวีสัก 47 นิ้วอะไรทำนองนั้น

เมื่อยกออกมาจึงพบว่าความใหญ่โตของกล่องนั้นมาจากขนาดของตัวซาวด์บาร์เองที่ยาวประมาณเมตรกว่า ๆ (ยาว 122.5 เซ็นติเมตร ลึก 13.5 เซ็นติเมตร สูง8 เซ็นติเมตร) และมีน้ำหนักที่หนักเอาเรื่องเลยทีเดียว ตัวลำโพงแอคทีฟซับวูฟเฟอร์ไร้สายกลับน้ำหนักเบากว่าที่คิด ตัวตู้ทำจากไม้และมีงานประกอบที่ดูแน่นหนาเรียบร้อย

แต่ด้วยน้ำหนักไม่มากอย่างที่คิดทำให้ทีแรกกังวลว่าซับวูฟเฟอร์ตัวนี้จะให้เสียงไม่ค่อยหนักแน่นหรือเปล่า แต่พอได้ลองใช้งานจริง ได้ลองฟังกันจริง ๆ ผมก็เลิกสงสัยครับ น้ำหนักตัวกับน้ำหนักเสียงของมันสวนทางกันเลย ที่ตัวซับวูฟเฟอร์ไม่มีขั้วต่ออะไรนอกจากขั้วต่อสายไฟเอซี

ตัวลำโพงซาวด์บาร์มีปุ่มกดควบคุมพื้นฐานต่าง ๆ อยู่ด้านบน จอแสดงผลขนาดเล็กอยู่ที่ด้านขวามือ (เมื่อหันหน้าเข้าหาตัวลำโพง) ตัวซาวด์บาร์มีขนาดไม่สูงนักทำให้จัดวางง่ายไม่ต้องกลัวจะบังทีวี แต่มีความลึกและความกว้างพอสมควร ถ้าชั้นวางมีพื้นที่คับแคบควรต้องพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ

ส่วนที่ยิงเสียงขึ้นด้านบนและยิงเสียงออกด้านข้าง

สำหรับขั้วต่อต่าง ๆ ซ่อนอยู่ด้านล่างหลังเครื่อง มีช่องเปิดให้สายไฟสายสัญญาณต่าง ๆ ลอดออกมาได้ ซาวด์บาร์รุ่นนี้มีขั้วต่อรับสัญญาณดิจิทัลให้มาทั้งหมด 3 ชุด เป็น HDMI IN 1, HDMI IN 2 และ OPTICAL มีขั้วต่อ HDMI OUT (ARC) มาให้ 1 ชุด รองรับการส่งผ่านสัญญาณภาพแบบ 4K หรือ 4K Pass-Through ได้แบบฟูลสตรีม จึงเหมาะมากกับแหล่งสัญญณภาาพและทีวีสมัยใหม่ที่ให้ความละเอียดของภาพระดับ 4K

บรรดาขั้วต่อที่ซ่อนอยู่ด้านล่าง

นอกจากนั้นซาวด์บาร์ชุดนี้ยังสามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายด้วย Wi-Fi และ Bluetooth เพื่อการสตรีมเสียงเพลงจากสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์มาเปิดฟัง

ทว่าการใช้งานในส่วนของการเชื่อมต่อ Wi-Fi จะมีความซับซ้อนกว่าอินพุตอื่น ๆ เล็กน้อย เพราะอินพุตอื่น ๆ สามารถเลือกเล่นโดยกดเลือกจากรีโมตคอนโทรลได้โดยตรง หรือถ้าเป็น Bluetooth ก็แค่จับคู่กันในครั้งแรกเหมือนอุปกรณ์ Bluetooth ทั่วไป แต่การเชื่อมต่อ Wi-Fi จะต้องอาศัยการเชื่อมต่อผ่านแอปฯ SmartThings

ซึ่งถ้าหากที่บ้านของเราเป็นระบบสมาร์ทโฮมที่ใช้แพลตฟอร์ม SmartThings อยู่แล้วก็คงไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะพบว่าการที่ซัมซุงเลือกใช้แพลตฟอร์มนี้ในการเชื่อมต่อ Wi-Fi กับตัวซาวด์บาร์นั้น ทำให้เกิดความไม่สะดวกเหมือนกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ อย่างเช่น Chromecast ของ Google, BluOS ของ Bluesound หรือ SoundTouch ของ Bose

อีกทั้งในส่วนของการสตรีมมิงเพลงออนไลน์ก็ยังรองรับผู้ให้บริการไม่หลากหลายเท่ากับแพลตฟอร์ม BluOS หรือ HEOS เพราะมีแค่ Deezer กับ TuneIn ดังนั้นการใช้งานในส่วนของ Wi-Fi จึงเหมือนกับเป็นคุณสมบัติส่วนเสริมมากกว่าคุณสมบัติหลัก

อย่างไรก็ดีแม้ว่าจะใช้งานไม่สะดวกนัก แต่ก็แนะนำให้เรียนรู้การเชื่อมต่อกับแอปฯ SmartThings เพราะการตั้งค่าบางส่วนเช่น การปรับ EQ เสียง หรือการอัปเดตเฟิร์มแวร์ การทำผ่านแอปฯ SmartThings สามารถทำได้ง่ายและสะดวกดี

ปุ่มกดด้านบนตัวซาวด์บาร์และที่รีโมตคอนโทรล

สำหรับการรีวิวในครั้งนี้ผมเลือกใช้เฉพาะอินพุต HDMI และเอาต์พุต HDMI เพื่อให้มันรองรับระบบเสียง Dolby Atmos ได้อย่างเต็มความสามารถ โดยเชื่อมต่อกับแหล่งสัญญาณอย่างเครื่องเล่นบลูเรย์และคอมพิวเตอร์เพื่อรับชมคอนเทนต์จาก Netflix และใช้ทีวีจอโค้งขนาด 55 นิ้วของ TCL รุ่น LED55P5CUS เป็นอุปกรณ์ฉายภาพ ซึ่งตัวซาวด์บาร์ดูจะมีขนาดที่เข้ากับตัวทีวีได้อย่างเหมาะเจาะลงตัวเลยทีเดียว

สำหรับการเชื่อมต่อซับวูฟเฟอร์ไร้สายนั้นเป็นเรื่องง่ายและสะดวกมาก เพราะเพียงแค่กดปุ่มเปิดใช้งานที่ตัวซาวด์บาร์ เสียบไฟเข้าที่ตัวซับวูฟเฟอร์การจับคู่ระหว่างลำโพงซาวด์บาร์และซับวูฟเฟอร์ก็ดำเนินไปอย่างอัตโนมัติอย่างราบรื่น

ตลอดการรีวิวนี้ผมไม่พบว่ามีครั้งใดที่มันหลุดจากการทำงานร่วมกันเลย ซึ่งในบางกรณีถ้าหากมันมีปัญหาการจับคู่ ก็สามารถกดปุ่ม ID SET ที่ด้านหลังตัวซาวด์บาร์ได้ เมื่อจับคู่กันแล้วมันยังสามารถเปิด-ปิดการทำงานได้พร้อมกันโดยอัตโนมัติด้วยครับ (ดีงามมาก)

จุดหนึ่งที่แรก ๆ ดูจะขัดตาขัดใจผมอยู่พอสมควรก็คือ จอแสดงผลที่มุมด้านขวา (เมื่อหันหน้าเข้าหาตัวลำโพงซาวด์บาร์) ผมว่ามันมีขนาดค่อนข้างจะเล็ก เวลาจะตั้งค่าต้องเล็งกันจนเมื่อย

โดยเฉพาะช่วงแรกที่ยังไม่คุ้นชินกับเมนูปรับตั้งค่าต่าง ๆ และจอแสดงผลสีขาวที่ซ่อนอยู่ในตะแกรงสีดำอีกทีมันทำให้ดูค่อนข้างยากโดยเฉพาะในมุมเฉียง แต่พอใช้งานกันจนคุ้นแล้วก็ไม่พบว่ามันจะเป็นปัญหามากมายแต่อย่างใด

โหมดเสียงและการปรับตั้งค่า
หลังจากเชื่อมต่อระบบทั้งหมดแล้ว ก่อนการใช้งานแนะนำให้ตั้งค่าระดับเสียงของแต่ละแชนเนลก่อนครับ อารมณ์เดียวกับการตั้งค่า level ในระบบเสียงรอบทิศทางแบบแยกชิ้นนั่นแหละครับ โดยการกดปุ่มรูปเฟืองที่รีโมตการตั้งค่าจะวนไปเรื่อย ๆ ทีละแชนเนล
การเพิ่ม-ลดระดับเสียงกดที่ปุ่มทิศทางขึ้น-ลง

ในส่วนนี้ยังสามารถปรับ BASS, TREBLE, หรือ EQ (ตอนตั้งค่ากดปุ่มรูปเฟืองค้างไว้) รวมทั้งการเปิด-ปิดโหมดเสียง VIRTUAL และปรับการซิงค์เสียงในกรณีที่ภาพและเสียงไม่ตรงกัน

สำหรับการรีวิวครั้งนี้ซึ่งผมเซ็ตอัปภายในพื้นที่สำนักงานของกองบรรณาธิการ GM2000 ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดขนาดความกว้างประมาณ 20-25 ตารางเมตรโดยประมาณ ระยะนั่งชมห่างจากตัวลำโพงประมาณ 2 เมตรเศษ เพื่อจำลองการใช้งานเหมือนการใช้งานตามบ้านเรือนทั่วไปที่ใช้งานในห้องรับแขกหรือห้องนั่งเล่นที่เปิดโล่งไปส่วนอื่น ๆ ของบ้าน

จุดเดียวที่ผมปรับไปจากค่าปกติก็คือ ระดับเสียงของ CENTER ที่เพิ่มขึ้น ‘1’ ระดับ นอกนั้นคงเดิมไว้เหมือนที่มาจากโรงงาน (default)

ผมชอบใจปุ่มปรับระดับเสียงหลัก (main volume) ซึ่งจะเป็นปุ่ม ‘VOL’ บนรีโมต ปุ่มนี้ถ้าเราจะเพิ่มหรือลดเสียง ให้ดันขึ้นหรือลง ถ้ากดจะเป็นการเงียบเสียง (mute) เป็นการรวม 3 ฟังก์ชันในปุ่มเดียวได้อย่างน่าชมเชย ปุ่มปรับระดับเสียงของลำโพงซับวูฟเฟอร์ที่อยู่ข้าง ๆ ก็ทำงานในลักษณะคล้ายกัน

ภาพจำลองทิศทางของเสียงจากตัวลำโพงซาวด์บาร์

อีกปุ่มหนึ่งบนรีโมตที่ต้องสนใจคือปุ่ม Sound Mode ที่เลือกปรับเสียงให้เหมาะกับคอนเทนต์ที่กำลังรับชม ถ้าเลือกเป็นโหมด ‘STANDARD’ จะเหมาะกับการรับชมคอนเทนต์ประเภทข่าวหรือทอล์คโชว์ เพราะเสียงจะเข้ม ชัด ไม่เน้นความกว้างโอบล้อมของเสียง

ส่วนโหมด ‘SURROUND’ แน่นอนว่าทุกอย่างมาเต็ม เสียงกว้างแบบโอบล้อม ถ้าเลือกที่โหมด ‘SMART’ ระบบจะเลือกปรับแต่งให้เองตามความเหมาะสม

คุณภาพเสียง
คอนเทนต์หลักที่ผมดูในระหว่างการทดสอบฟังเสียงลำโพงซาวด์บาร์ชุดนี้เป็นคอนเทนต์จาก Netflix ซึ่งมีจำนวนหนึ่งที่สามารถรับชมในระบบเสียง Dolby Atmos ได้แล้ว เช่น แอนนิเมชันเรื่อง Next Gen หรือภาพยนตร์เรื่อง Okja, Altered Carbon, Lost in Space, Godless ฯ และมีอีกมากมายที่เป็นระบบเสียง 5.1 แชนเนล เมื่อชมโดยเปิดฟังก์ชัน VIRTUAL ก็จะเป็นการจำลองเสียง 5.1.2 แชนเนล คือให้เสียงจากลำโพงที่ยิงขึ้นด้านบนออกมาด้วย

ในระหว่างการทดสอบใช้งานและทดลองฟังเสียง

เสียงแรกที่ได้ยินจากลำโพงซาวด์บาร์ชุดนี้รับรู้ได้ถึงความกระหึ่ม หนักแน่น ที่มาพร้อมกับรายละเอียดในระดับที่หาได้ยากในลำโพงซาวด์บาร์ระดับราคานี้ (19,990 บาท)

หลาย ๆ ฉากในหนังที่มีเอฟเฟ็กต์เสียงเยอะ ๆ อย่าง Lost in Space ทำให้ผมรู้สึกทึ่งว่าซับวูฟเฟอร์ตัวไม่ใหญ่ในซาวด์บาร์ชุดนี้ สามารถให้เสียงทุ้มที่มีความลึก อีกทั้งยังนุ่มแน่นเช่นนั้นได้อย่างไร

นอกจากนั้นแล้วรายละเอียดของเสียงที่ออกมายังสามารถตอบคำถามได้เลยว่า ทำไมซัมซุงและฮาร์แมนการ์ดอนจึงต้องใส่ไดรเวอร์เข้าไปในตัวลำโพงซาวด์บาร์มากมายถึง 13 ตัว มันเป็นการรายละเอียดเสียงที่กระจ่าง ชัดเจน ไม่เจี๊ยวจ๊าว ไม่มั่ว

เปิดฟังเบา ๆ ก็ยังมีรายละเอียดอยากจะฟังเสียงดังสักหน่อยให้มันสะใจก็ยังเร่งเสียงได้สบาย ๆ โดยไม่ทำให้เสียงที่ออกมาฟังน่ารำคาญหู ซึ่งปกติเรามักจะคาดหวังเสียงแบบนี้กับลำโพงเซอร์ราวด์แบบแยกชิ้นมากกว่าลำโพงประเภทซาวด์บาร์

อีกเรื่องที่ HW-N850 สมควรจะได้รับการชมเชยอย่างมากก็คือ การแยกมิติเสียง ใครจะไปคิดเล่าครับว่าฉากในป่าจากเรื่อง Okja เสียงที่ได้ยินมันให้ความรู้สึกเหมือนถูกรายล้อมด้วยบรรยากาศของป่าเขาลำเนาไพรได้จริง ๆ

หรืออย่างในฉากเปิดของหนังเรื่อง Godless มันถ่ายทอดเสียงลมที่พัดหวิวอยู่รอบตัวออกมาได้ดีจนเกินคาด จังหวะที่กล้องกำลังเคลื่อนขึ้นด้านบนเพื่อเผยให้เห็นสิ่งที่ถูกแขวนเอาไว้บนเสาไม้สูง ผมได้ยินเสียงที่ระดับความสูงนั้นก่อนที่จะเห็นภาพซะอีก (ฉากนี้ทำเอาถึงกับขนลุกไปเลย)

ความเห็นโดยสรุป
SAMSUNG harman/kardon รุ่น HW-N850 เป็นลำโพงซาวด์บาร์อีกรุ่นที่ผมได้ลองใช้งานแล้วในภาพรวมรู้สึกประทับใจ มันอาจจะมาพร้อทกับการออกแบบที่ดูธรรมดาทางด้านรูปลักษณ์ แต่ด้านเทคนิคแล้วถือว่าดีเยี่ยม ตัวซาวด์บาร์ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ (ยาวและลึก) จำเป็นต้องพิจารณาขนาดของชั้นวางให้ดี

ในด้านการฟังเพลงส่วนตัวผมคิดว่ามันยังไม่เด่นนัก ยังเป็นรอง Bluesound Pulse Soundbar หรือ Bose SoundTouch 300 แถมยังไม่รองรับระบบเสียง Hi-Res Audio

การเชื่อมต่อ Wi-Fi และแอปฯ ควบคุมในอุปกรณ์สมาร์ท ยังใช้งานไม่สะดวกเท่าซาวด์บาร์ของ Sony และ Bluesound แม้ทราบว่าปัจจุบันรองรับ voice assistant อย่าง Amazon Alexa แล้วก็ตาม

สำหรับเรื่องที่ทำให้ประทับใจ ไล่เรียงจากมากไปถึงมากที่สุดเริ่มจากการเชื่อมต่อและการเซ็ตอัปที่ทำได้สะดวกมาก ๆ รีโมตดีไซน์ทันสมัย ใช้งานง่าย และขนาดเหมาะมือ

ส่วนที่ถือว่าเป็นทีเด็ดเลยก็คือ คุณภาพเสียงเวลาใช้รับชมภาพยนตร์ เห็นได้ชัดเลยว่าลำโพงซาวด์บาร์รุ่นนี้เน้นดูหนังเป็นพิเศษ รายละเอียดและมิติเสียงเข้าขั้นดีเยี่ยม สุ้มเสียงกระหึ่มหนักแน่นแบบมีชั้นเชิง

จากการรับชมภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องชัดเจนว่ามันคุณภาพอยู่ระหว่างดีมากถึงจนถึงระดับดีเยี่ยมโดยเฉพาะเมื่อฟังระบบเสียง Dolby Atmos มันฟินจริง ๆ ครับ ใครกำลังมองหาลำโพงซาวด์บาร์เอาไปใช้ดูหนังเป็นหลัก ในงบประมาณเท่านี้บอกเลยว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ ฟันธง!


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด
ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ 1800-29-3232
(โทรฟรี สำหรับโทรศัพท์บ้านเท่านั้น) หรือโทร 0-2689-3232

ราคา 19,990 บาท

มนตรี คงมหาพฤกษ์

บรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้นจากความหลงใหลงานอิเล็กทรอนิกส์ ดี.ไอ.วาย. จากนั้นก็มาชอบเครื่องเสียง เล่นทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังจริงจังกับเรื่อง Voice Assistant และ AI

มนตรี คงมหาพฤกษ์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.