รีวิว Sennheiser : HD 4.50 BTNC

“หูฟังไร้สายบลูทูธแบบฟูลไซส์ ยี่ห้อระดับเบอร์ต้น ๆ ของโลก มีระบบตัดเสียงรบกวนด้วย ราคาไม่เกิน 1 หมื่นบาท”… นี่ไม่ใช่โฆษณาหรือความคาดหวังลม ๆ แล้ง ๆ แต่อย่างใด ทว่ามันเป็นไปได้แล้วจริง ๆ ครับ สำหรับหูฟังของเซนไฮเซอร์ ‘Sennheiser’ รุ่น HD 4.50 BTNC

โอ้โฮ… เป็นไปได้อย่างไร? รุ่นล่าสุดของพวกเขา (PXC 550) ผมยังเห็นมันราคาเกือบ ๆ จะแตะสองหมื่นบาทอยู่เลย สงสัยรูปร่างหน้าตาตัวจริงคงจะไม่งามเท่าไรมั้ง…แต่เอ๊ะ ก็ไปได้รางวัล iF Design Award 2017 มาหมาด ๆ นี่หน่า แล้วเสียงล่ะเป็นอย่างไร? ใส่ใช้งานได้สบายหูหรือเปล่า? … คำถามเหล่านี้แหละครับ ที่ทำให้เกิดการรีวิวนี้ขึ้นมา

คุณสมบัติและการออกแบบ
การมาของ HD 4.50 BTNC เป็นอะไรที่ค่อนข้างท้าทายสำหรับตลาดของหูฟังไร้สายระดับแบรนด์เนม และอาจจะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับหูฟังในระดับนี้อีกครั้ง ชื่อรุ่น ‘HD’ นั้นบ่งบอกว่าหูฟังรุ่นนี้ของเซนไฮเซอร์อยู่ในกลุ่มที่ ‘เน้นคุณภาพเสียง’ สำหรับ ‘BTNC’ ก็จำง่าย ๆ ครับว่ามาจากชื่อย่อของฟังก์ชันไร้สายบลูทูธ ‘Bluetooth’ และฟังก์ชันตัดเสียงรบกวน ‘Noise Cancelling’

 

โครงสร้างที่ถูกออกแบบให้พับเก็บได้เพื่อความกะทัดรัด

HD 4.50 BTNC ถูกออกแบบให้เป็นหูฟังฟูลไซส์แบบครอบเต็มใบหู (Full Size Around-Ear) ระบบปิดหลัง มีไมโครโฟนในตัวสามารถใช้งานเป็นเฮดเซ็ตเพื่อคุยสายโทรศัพท์หรือสนทนาในแอพฯ ต่าง ๆ ได้

รับสัญญาณเสียงแบบไร้สายด้วยเทคโนโลยีบลูทูธ (Bluetooth 4.0, aptX Codecs) ที่มาพร้อมกับระบบตัดเสียงรบกวนแบบแอคทีฟ (Active Noise Cancelling) ที่มีชื่อว่า ‘NoiseGard’ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระบบตัดเสียงรบกวนที่พัฒนาขึ้นโดยเซนไฮเซอร์เอง เป็นระบบตัดเสียงรบกวนที่ทางเซนไฮเซอร์เขาคุยว่า ให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพเสียงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการตัดเสียงรบกวน

HD 4.50 BTNC ยังมีเทคโนโลยี NFC (Near Field Communication) เพื่อการเชื่อมต่อที่สะดวกรวดเร็วมากขึ้นกับอุปกรณ์ที่รองรับ ด้วยลักษณะการทำงานเพียงแค่การแตะเบา ๆ ก็เชื่อมต่อกันได้เลย ไม่ต้องมานั่งกดปุ่มจับคู่ให้เสียเวลา

หูฟังรุ่นนี้มาพร้อมกับแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมโพลีเมอร์แบบชาร์จไฟซ้ำได้ในตัว จ่ายไฟ 3.7VDC, 600MAh สามารถใช้งานแบบไร้สายได้นานที่สุดถึง 25 ชั่วโมงเมื่อปิด NoiseGard และเหลือเวลาใช้งาน 19 ชั่วโมงเมื่อเปิดใช้งาน NoiseGard

นอกจากการใช้งานแบบไร้สายแล้ว ทางเซนไฮเซอร์ยังมีสายหูฟังสำรองให้ต่อใช้งาน HD 4.50 BTNC แบบ ‘ใช้สาย’ ได้ด้วย การใช้งานในลักษณะนี้เขาออกแบบเผื่อไว้ให้ในกรณีที่แบตเตอรี่หมด หรืออยู่ในบริเวณที่ไม่สามารถใช้สัญญาณบลูทูธได้

รายละเอียดทางเทคนิคแจ้งว่าหูฟังรุ่นนี้มีอิมพิแดนซ์ 18 โอห์ม (คงหมายถึงตัวไดรเวอร์) ความไวในโหมดพาสสีฟ (ใช้งานแบบต่อสายหูฟัง) อยู่ที่ 113dB (อ้างอิงที่ 1kHz/1Vrms) ช่วงความถี่ตอบสนองตั้งแต่ 18Hz-22kHz ความเพี้ยนในเชิงฮาร์มอนิกต่ำกว่า 0.5% (อ้างอิงที่ 1kHz/100dB) ช่วงความถี่ตอบสนองของไมโครโฟนในตัวอยู่ที่ 100Hz-10kHz และใช้ไมโครโฟนคู่แบบรับเสียงกึ่งรอบทิศทาง (Dual omnidirectional microphones)

สัมผัสแรก… องค์ประกอบต่าง ๆ ที่ดูเรียบง่ายและใช้งานได้จริง
เนื่องจาก HD 4.50 BTNC ส่งมาถึงผมในสภาพของสินค้า demo sample มีแค่ตัวหูฟัง สายหูฟังสำรอง (mini 3.5mm – mini 2.5mm) ความยาว 1.4 เมตร และกระเป๋าผ้าใบเล็ก ๆ สำหรับใส่ตัวหูฟังและอุปกรณ์ ไม่ได้มีกล่องใส่หรือรายละเอียดของอุปกรณ์ต่าง ๆ มาอย่างครบถ้วน

แต่เท่าที่ผมดูจากในเอกสารคู่มือซึ่งดาวน์โหลดได้จากเวบไซต์ของเซนไฮเซอร์พบว่านอกจากอุปกรณ์ที่ผมได้มารีวิวแล้ว ยังมีสายชาร์จ USB-microUSB ให้มาอีก 1 เส้นแบบเดียวกับสายชาร์จมือถือแอนดรอยรุ่นเก่าทั่ว ๆ ไปหรือเครื่องเล่น DAP อีกหลายรุ่น ดังนั้นมันจึงไม่เป็นปัญหาสำหรับการรีวิวของผม

นอกจากนั้นก็เป็นเอกสารคู่มือใช้งานอย่างง่าย (Quick guide) และคู่มือแนะนำความปลอดภัย (Safety guide) ให้มาด้วยอย่างละชุด ซึ่งก็มีให้ดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของเซนไฮเซอร์อีกเช่นกัน

ไม่ได้เลือกใช้วัสดุเกรดพรีเมี่ยมแต่ก็แน่นหนาแข็งแรงดี

เมื่อได้สัมผัสตัวจริงของหูฟัง HD 4.50 BTNC ผมว่ามันอาจจะไม่ได้ดูเด่นสะดุดตาอะไรมากมาย แต่ดีไซน์โดยภาพรวมก็ดูดีอยู่นะครับ ดูดีแบบเรียบหรูสไตล์ยุโรปและรักษาเอกลักษณ์บางอย่างในการออกแบบของเซนไฮเซอร์เอาไว้ได้ดี สมแล้วที่ได้รางวัลในด้านการออกแบบมา

ตัวหูฟังมีโครงสร้างส่วนใหญ่ทำจากวัสดุพลาสติกเกรดดี ดูแน่นหนาทนทาน ตัวหูฟังออกแบบให้พับเก็บได้เพื่อความกะทัดรัดในการพกพา ในหูฟังรุ่นนี้อาจจะไม่ได้เลือกใช้วัสดุเกรดพรีเมี่ยม แต่ที่เป็นอยู่นี่ก็ไม่ได้ดูเป็นของราคาถูก ๆ หรือของโลว์เกรดแต่อย่างใด

เช่นกัน ก่อนการใช้งานเป็นครั้งแรกทางเซนไฮเซอร์แนะนำให้ชาร์จแบตจนเต็มก่อนหนึ่งรอบ ใช้เวลาไม่เกิน 1-2 ชั่วโมงสำหรับการชาร์จปกติทั่วไปในขณะที่แบตเตอรี่อ่อน ตำแหน่งการสัมผัสใช้งานฟังก์ชัน NFC อยู่ที่กลางฝาปิดเอียร์คัพของหูฟังทางด้านซ้าย สำหรับฟังก์ชัน NFC ผมได้ลองใช้งานกับ Huawei Mate 9 การเชื่อมต่อรวดเร็วมากครับ แตะแป๊บเดียวรู้จักกันเลย

บรรดาปุ่มควบคุมต่าง ๆ ที่อยู่ทางหูฟังด้านขวา คนถนัดซ้ายอาจจะมีปัญหาบ้าง

ส่วนปุ่มควบคุมและช่องเสียบสายต่าง ๆ จะอยู่ที่หูฟังทางด้านขวาทั้งหมด ประกอบไปด้วยไฟ LED แสดงสถานะ, ปุ่มเปิด-ปิด/จับคู่บลูทูธ, ปุ่มมัลติฟังก์ชัน, ปุ่มเพิ่ม-ลดความดังเสียง, ช่องเสียบสายหูฟังสำรอง, พอร์ต microUSB และช่องเล็ก ๆ ที่อยู่เยื้องไปทางด้านหน้าที่น่าจะเป็นตำแหน่งของไมโครโฟนสำหรับการสนทนา

พอร์ตต่าง ๆ และไมโครโฟนอยู่ที่หูฟังด้านขวามือเช่นกัน

ปุ่มฟังก์ชันต่าง ๆ ของ HD 4.50 BTNC ถือว่าใช้งานค่อนข้างง่าย เรียนรู้แป๊บเดียวก็ไม่ต้องอ่านคู่มือแล้วครับ แต่ตินิดหน่อยตรงปุ่มเปิด-ปิดและปุ่มมัลติฟังก์ชันที่ทำให้เผลอกดพลาดประจำเวลาใส่ใช้งานเพราะต้องคลำ ๆ เอา

อีกเรื่องคือการเลือกใช้งานหรือไม่ใช้งาน Noise Gard ซึ่งต้องกดปุ่มวอลุ่มเพิ่มและลดเสียงค้างไว้พร้อมกันนั้น เป็นอะไรที่ไม่สะดวกเอาเสียเลยครับอย่างน้อยก็ต้องใช้สองมือแถมไฟแสดงสถานะก็ชวนให้สับสนได้ง่าย ลองใช้ดูเองแล้วจะทราบครับว่าจุดนี้้ควรปรับปรุง แต่ถ้ามองในแง่ที่ว่าคงไม่ได้มาปรับกันบ่อยก็ถือว่ายังพอหยวน ๆ กันไป ปุ่มควบคุมส่วนที่เหลือถือว่าพอจะใช้งานได้คล่องมือเมื่อคุ้นเคยล่ะครับ ไม่ได้มีปัญหาอะไร

คุณภาพเสียง… เสียงมีชีวิตชีวา รายละเอียดดี เจือด้วยสีสันที่ฟังดูเป็นธรรมชาติ
เฉกเช่นหูฟังและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปที่ต้องอาศัยเวลาในการเบิร์นอิน HD 4.50 BTNC ก็เช่นกัน ช่วงเวลาเบิร์นอินหูฟังรุ่นนี้อยู่ที่ราว ๆ 10-20 ชั่วโมง สุ้มเสียงก็เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้วครับ ประมาณว่าใช้จนแบตเตอรี่หมดสักรอบก็เบิร์นจนได้ที่แล้วครับ

เวลาเปิดใช้งานหูฟัง ทุกครั้งจะเข้าโหมดใช้งานฟังก์ชันตัดเสียงรบกวนทุกครั้ง ระบบตัดเสียงรบกวนของหูฟังรุ่นนี้เป็นแบบ ‘ตัดไปพอประมาณ’ คือรับรู้ได้ชัดว่าเสียงจากภายนอกหายไปเยอะ โดยเฉพาะเสียงรบกวนในย่านความถี่ต่ำ ๆ แต่ไม่ได้ตัดกันแบบสุด ๆ ถึงขั้นวูบหายไปทั้งหมดเลยอย่างในหูฟัง Bose QC35 ข้อดีคือมันชินหูเราได้ง่าย (หูฟังที่ตัดเสียงรบกวนมาก ๆ ตอนใช้งานใหม่ ๆ อาจไม่ชินหู) แต่ถ้าอยู่ในสภาพที่เสียงรบกวนดังมาก ๆ อาจจะมีเล็ดลอดเข้ามาได้บ้าง

ความเห็นเกี่ยวกับคุณภาพเสียงเกือบทั้งหมดในรีวิวนี้จะเป็นการใช้งานในลักษณะที่ทางผู้ผลิตหูฟังรุ่นนี้เขาตั้งใจออกแบบมันมา นั่นคือใช้งานในแบบไร้สายและใช้ฟังก์ชัน Noise Gard ด้วยครับ

หากจะไม่ใช้งานฟังก์ชันตัดเสียงรบกวน ผมพบว่าเสียงทุ้มและกลางต่ำอิ่ม ๆ ที่ถูกชดเชยขึ้นมาเมื่อตอนที่เปิดใช้ฟังก์ชันตัดเสียงรบกวนจะมีปริมาณที่เบาบางลงเล็กน้อยพอสังเกตได้ เสียงอาจจะฟังดูโปร่งขึ้นเล็กน้อยและสงัดน้อยลง แต่ในภาพรวมไม่ได้ทำให้เสียงสมดุลเสียงที่ดีของหูฟังตัวนี้บกพร่องลงไปแต่ประการใด

หากนึกความรู้สึกนี้ไม่ออกผมแนะนำให้นึกถึง­ตอนที่เราอยู่ในห้องฟังที่ปรับอะคูสติกอย่างดี ฟังชุดเครื่องเสียงที่ทุกอย่างกำลังลงตัว แล้วเรารู้สึกอยากรับอากาศสดชื่นจากภายนอกบ้างจึงเดินไปเปิดประตูหรือหน้าต่างที่อยู่ด้านหลังตำแหน่งนั่งฟังสักบานสองบาน อะไรทำนองนั้นล่ะครับ แล้วเวลาใดบ้างที่เราจะปิดใช้งานฟังก์ชัน Noise Gard นี้?

เท่าที่ผมนึกออกในเวลานี้ก็เช่น ในสถานที่นั้น ๆ ไม่มีเสียงรบกวนจากภายนอกเข้ามารบกวนการฟัง การปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะช่วยประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ได้ หรือไม่ก็ปิดเพื่อเปลี่ยนรสชาติการฟังเพลง ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถทำได้เช่นกัน

 

ลองจับคู่ใช้งานกับสมาร์ทโฟน Huawei Mate 9

ในแง่ของคุณภาพเสียง เสียงที่ได้จาก HD 4.50 BTNC มีดีเอ็นเอของเซนไฮเซอร์ปรากฏอยู่อย่างชัดเจน คือเป็นเสียงที่มีสมดุลตลอดย่านความถี่ที่ดีและมีบุคลิกออกไปทาง dark เล็ก ๆ ปริมาณเสียงทุ้มไม่เบาบางขณะเดียวกันก็ไม่ได้ล้นจนเกินงาม ให้เสียงทุ้มที่ฟังสนุกและมีรายละเอียดดีพอสมควร

เสียงกลางและเสียงแหลมมีลักษณะเปิดกระจ่าง สด และมีชีวิตชีวาดีเลยทีเดียวเมื่อฟังโดยพินิจพิจารณาจากอัลบั้มเพลงที่พักหลังผมหยิบมาฟังบ่อย ๆ นั่นคือ อัลบั้มรวมเพลงครบรอบ 20 ปีของเบิร์ดกับฮาร์ท เวอร์ชั่นที่ริบมาจากแผ่นซีดีที่รีมาสเตอร์โดยคุณวู้ดดี้ สราวุธ พรพิทักษ์สุข มองในภาพรวมในส่วนที่เกี่ยวกับคุณภาพเสียง ดูเหมือนว่าทางเซนไฮเซอร์ต้องการออกแบบให้หูฟังรุ่นนี้ใช้านสำหรับฟังเพลงทั่ว ๆ ไป มากกว่าใช้งานแบบสตูดิโอมอนิเตอร์

เพราะบ่อยครั้งในรีวิวนี้ผมใช้มันฟังเพลงจากระบบสตรีมมิ่งทั้งเพลงไทยสากล เพลงสากล ทั้งเพลงเก่าและเพลงใหม่ ๆ ปรากฏว่า HD 4.50 BTNC สามารถกลมกลืนไปกับเพลงส่วนใหญ่ได้เลย ไม่ถึงกับช่างฟ้อง แต่บอกได้ว่าเพลงนั้น ๆ บันทึกเสียงมาได้น่าฟังมากน้อยกว่ากันแค่ไหน และอย่างไร

ลองใช้งานกับไอโฟนและคอมพิวเตอร์ก็ใช้งานได้ราบรื่นดีเช่นกัน

อย่างเมื่อตอนที่ผมฟังเพลงโดยการสตรีมมิ่งจาก JOOX หูฟังรุ่นนี้ให้เสียงที่ชัดเจนว่าในหมวดหมู่ของ JOOX VIP ซึ่งฟังเพลงได้ด้วยคุณภาพเสียงที่ดีกว่า เสียงดีกว่าตอนฟังจากเวอร์ชั่นใช้งานฟรีมาก ๆ และถ้าหากเพลงเดียวกันนั้นมีใน TIDAL ซึ่งให้คุณภาพเสียงระดับ lossless cd quality ด้วยแล้ว เสียงที่ได้จาก TIDAL ผ่านหูฟังรุ่นนี้ก็ดีกว่าที่ฟังจาก JOOX ชนิดคนละเรื่องอีกเช่นกัน

ความเห็นโดยสรุป
เมื่อเทียบกับหูฟังไร้สายในระดับที่สูงกว่านี้ สิ่งที่ไม่มีใน HD 4.50 BTNC คือ ไม่มีระบบทัชหรือเกสเจอร์คอนโทรล ระบบตัดเสียงรบกวนไม่สามารถปรับตั้งปริมาณการตัดเสียงรบกวนได้ และไม่มีโหมดรับเสียงจากภายนอกแบบฉับพลันหรือชั่วขณะ รวมถึงระบบเสียงเตือนฟังก์ชันที่มีแค่บางฟังก์ชันเท่านั้น

ในด้านการออกแบบตามหลักการยศาสตร์ สำหรับ HD 4.50 BTNC ผมว่ามันเอียร์แพดค่อนข้างเล็กและตื้นไปนิด จะใส่ให้สบายผมต้องวางมุมกับใบหูให้ดี ๆ และถ้าเป็นคนที่มีใบหูใหญ่ ๆ อาจจะมีปัญหาครอบได้ไม่เต็มใบหูได้

ตัวเอียร์แพดที่เป็นหนังเทียมค่อนข้างอบและชื้นเหงื่อได้ง่ายในเวลาที่ไม่ได้อยู่ในห้องแอร์ โดยเฉพาะกับสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อนถึงร้อนมากอย่างในประเทศไทย เอาล่ะครับทีนี้มาดูกันว่าในราคาระดับไม่เกิน 1 หมื่นบาทหูฟังไร้สายรุ่นนี้มีดีอะไรบ้าง…

ผมยืนยันตรงนี้ชัด ๆ อีกทีว่า Sennheiser HD 4.50 BTNC เป็นหูฟังไร้สายที่ให้เสียงดีน่าฟัง เป็นเสียงในลักษณะ เปิดกระจ่าง สด ไม่มีลักษณะอับทึบหรือเสียงจม สมดุลเสียงน่าฟัง แม้จะสีสันในย่านกลางต่ำหรือเสียงทุ้มบ้างแต่ก็ยังฟังดูเป็นธรรมชาติ ไม่ได้เลอะเทอะเสียของ ให้รายละเอียดเสียงได้ดีทั้งเวลาเปิดเบาหรือเปิดดัง

เป็นหูฟังไร้สายที่เล่นได้ค่อนข้างดังโดยที่เสียงยังไม่เพี้ยน คุณภาพเสียงอย่างนี้พูดได้เลยว่าเหนือกว่าหูฟังมีสายหลาย ๆ รุ่นเสียด้วยซ้ำโดยเฉพาะพวกหูฟังในกลุ่มที่เอาเรื่องของแฟชั่นเป็นตัวนำ ด้านการสวมใส่ถือว่าสบายพอสมควร มีความกระชับและไม่บีบรัดมากจนเกินไป

แต่สำหรับคนที่ใส่แว่นตาอาจจะจำเป็นต้องขยับตำแหน่งขาแว่นให้สูงกว่าปกติเล็กน้อยขณะสวมใส่เพื่อไม่ให้เอียร์แพดไปกดทับขาแว่นและใบหู วัสดุคุณภาพดีแม้จะไม่ใช่วัสดุเกรดพรีเมี่ยม การประกอบเรียบร้อย และดูแน่นหนาทนทาน ปุ่มควบคุมใช้งานค่อนข้างสะดวก โดยเฉพาะการสไลด์ปุ่มมัลติฟังก์ชันเพื่อเปลี่ยนแทรค

ผมชอบตรงที่ระบบตัดเสียงรบกวนที่เลือกใช้งานหรือไม่ใช้งานก็ได้ แถมยังใช้งานได้แม้จะเป็นในโหมดใช้งานแบบเสียบสายหูฟัง คุณภาพเสียงแบบไร้สายตอบโจทย์การใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนสมัยใหม่ได้อย่างลงตัวทั้งเรื่องบลูทูธ, NFC และ aptX

นอกจากนั้นสำหรับ Sennheiser HD 4.50 BTNC ยังมีเรื่องของราคาค่าตัวด้วยครับที่สามารถคาดหวังความคุ้มค่าได้โดยไม่ยาก นี่แหละครับหูฟังไร้สายอีกรุ่นที่ผมอยากจะแนะนำให้เก็บไว้พิจารณาเป็นหนึ่งในตัวเลือก ‘ที่ไม่สามารถมองข้ามได้เลย’


Sennheiser HD 4.50 BTNC
ราคา 8,990 บาท

มนตรี คงมหาพฤกษ์

บรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้นจากความหลงใหลงานอิเล็กทรอนิกส์ ดี.ไอ.วาย. จากนั้นก็มาชอบเครื่องเสียง เล่นทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังจริงจังกับเรื่อง Voice Assistant และ AI

มนตรี คงมหาพฤกษ์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.