รีวิว SONY : WF-SP700N

หลังจากที่ได้เปิดตัว WF-1000X หูฟังไร้สายแบบ True Wireless รุ่นแรกไปในปีที่แล้วและได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด มาปีนี้โซนี่ก็ได้สานต่อความสำเร็จนั้นด้วย “WF-SP700N” หูฟัง True Wireless รุ่นใหม่ที่โซนี่บอกว่ามันเจ๋งกว่าเดิมซะอีก

คุณสมบัติและการออกแบบ
สำหรับคนที่เพิ่งได้ยินคำว่าหูฟังแบบ True Wireless เป็นครั้งแรก หูฟังประเภทนี้คือหูฟังไร้สายที่มีแค่ตัวหูฟังขนาดเล็ก 2 ตัว (ประเภท in-ear หรือ earbud) สำหรับใส่หูด้านซ้ายและขวา มันเล็กกะทัดรัดและไร้สายโดยสิ้นเชิง ตัวอย่างของหูฟังแบบ True Wireless ที่เป็นที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายก็คือ Apple AirPods

โซนี่คุยว่า WF-SP700N เป็น “หูฟังแบบ True Wireless รุ่นแรกของโลก” ที่มีระบบลดทอนเสียงรบกวนหรือ noise cancelling มาในตัวและยังเป็นหูฟังแบบสปอร์ตด้วย หมายความว่ามันมีคุณสมบัติในการป้องกันเหงื่อและละอองน้ำได้ (ตามมาตรฐาน IPX4) ซึ่งคุณสมบัติอย่างหลังนี่แหละครับที่ไม่มีในรุ่นพี่ WF-1000X

ชัดเจนว่าเป็นหูฟังแบบสปอร์ตมาพร้อมกับระบบเสียง EXTRA BASS ฟังสนุกแน่นอน

ซึ่งเท่าที่ผมส่องดูในตลาดหูฟังแบบ True Wireless ก็พบว่า WF-SP700N น่าจะเป็นรุ่นแรกจริง ๆ ที่มีคุณสมบัติเหล่านั้นอยู่ในตัวอย่างครบถ้วน (อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาที่หูฟังรุ่นนี้เปิดตัว) นอกจากคุณสมบัติที่เพิ่มมาแล้วหูฟังรุ่นใหม่นี้ยังได้ refresh การออกแบบจากรุ่นเดิมให้มีความสดใหม่ด้วยสีสันให้เลือกมากขึ้นถึง 4 สี ได้แก่ สีดำ (ตัวที่รีวิว), สีขาวซิลเวอร์, สีชมพู และสีเขียวเลมอน ราคาเปิดตัวเท่ากับรุ่น WF-1000X คือชุดละ 7,490 บาท

สีที่มีให้เลือก ตั้งใจทำมาให้ถูกใจทุกเพศทุกวัย

WF-SP700N มาพร้อมกับเทคโนโลยีเชื่อมต่อ Bluetooth และ NFC ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่แบบชาร์จไฟซ้ำได้ (rechargeable battery) ในตัว เมื่อชาร์จจนเต็มสามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง 3 ชั่วโมง สแตนด์บบายได้นานสูงสุด 8 ชั่วโมง เมื่อเปิด Noise Cancelling และเพิ่มเป็น 35 ชั่วโมงเมื่อปิด Noise Cancelling

รายละเอียดทางไฟฟ้าของเคสชาร์จไฟ

ตัวหูฟังมาพร้อมกับ “Charging Case” เคสเก็บหูฟังดีไซน์ใหม่ขนาดกะทัดรัด (61.3 x 58.7 x 38.0 มิลลิเมตร หนัก 45 กรัม) ทำจากพลาสติกเนื้อดี พกพาง่าย และมีความแข็งแรงตามหน้าที่

การชาร์จไฟของหูฟังจะชาร์จผ่านตัวเคสซึ่งรับกระแสไฟมาจากพอร์ต Micro USB ที่ด้านหลังอีกที หรือชาร์จโดยตรงจาก rechargeable batteryในตัวเคสเอง โดยมี connector ซึ่งมีลักษณะเป็นหมุดสีทองเล็ก ๆ ข้างในเคสและที่ตัวหูฟังทำหน้าที่เป็นสะพานไฟในการส่งผ่านพลังงาน

ด้านในของเคสชาร์จไฟ

นอกจากระบบลดทอนเสียงรบกวนแบบดิจิทัล (digital noise cancelling) ที่สามารถเลือกใช้หรือไม่ใช้ก็ได้แล้ว หูฟังรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับฟังก์ชัน “Ambient Sound Mode” ที่สามารถเปิดรับเสียงจากภายนอกเข้ามาในหูฟังได้ ซึ่งยังเลือกได้อีกว่าจะให้เสียงที่เข้ามานั้นเป็นเฉพาะช่วงความถี่เสียงพูด (Ambient Sound – Voice Mode) หรือจะรวมเอาเสียงความถี่อื่น ๆ ที่เป็นบรรยากาศรอบข้าง (Ambient Sound – Normal Mode) เข้ามาด้วย

การเชื่อมต่อและแอปพลิเคชัน
อุปกรณ์ในกล่องที่มาพร้อมกับหูฟัง WF-SP700N นอกจากเคสเก็บ/ชาร์จหูฟังแล้ว ยังมีจุกซิลิโคนมาให้เลือกใช้ 4 ขนาด (SS/S/M/L), ตัวดันหูกันหลุด 2 ขนาด (M/L) และสายเคเบิล Micro USB อีก 1 เส้นให้เสียบชาร์จกับหัวชาร์จ USB มาตรฐานทั่วไปหรือเสียบชาร์จกับคอมพิวเตอร์

อุปกรณ์ที่มาในกล่อง

การเชื่อมต่อบลูทูธของหูฟังรุ่นนี้สามารถทำได้ 2 วิธี วิธีแรกสำหรับอุปกรณ์ที่มี NFC เช่น สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์หลาย ๆ รุ่น วิธีที่สองสำหรับอุปกรณ์ที่ไม่มี NFC หรือมี NFC ไว้เพื่อใช้งานฟังก์ชันอื่นเท่านั้นเช่นไอโฟนบางรุ่นที่มี NFC ไว้สำหรับฟังก์ชัน Apple Pay

เคสที่มาพร้อมขั้วต่อ Micro USB สำหรับชาร์จไฟ นอกจากนั้นยังใช้เชื่อมต่อ NFC

วิธีแรก แค่เปิด NFC ที่ตัวสมาร์ทโฟน แล้วเอาจุดที่เป็นเซ็นเซอร์ NFC แตะตรงสัญลักษณ์ NFC ที่ตัวเคส (ตัวหูฟังใส่ไว้ในเคส) ไม่กี่วินาทีบนหน้าจอสมาร์ทโฟนก็จะแสดงการเชื่อมจับคู่พร้อมเชื่อมต่อกับตัวหูฟัง เมื่อหยิบหูฟังมาออกมาใช้งานมันก็จะเชื่อมต่อกันโดยอัตโนมัติ วิธีนี้ง่ายและสะดวกมากจริง ๆ

วิธีที่สอง เมื่ออุปกรณ์ที่เราใช้ไม่อำนวยให้เชื่อมต่อด้วยวิธีแรก การเชื่อมต่อจะมีขั้นตอนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เริ่มแรกให้หยิบ “เฉพาะ” หูฟังข้างซ้ายออกจากเคส (วิธีเปิดเคสให้เลื่อนฝาด้านบนไปทางด้านซ้ายหรือขวาเบา ๆ ห้ามใช้วิธีงัดฝาขึ้น) กดปุ่มที่ตัวหูฟังค้างไว้จนเห็นไฟที่หูฟังกระพริบสลับไปมาระหว่างสีฟ้ากับสีแดง หรือได้ยินเสียง “Bluetooth Pairing” ในหูฟัง

ตัวหูฟังทำสัญลักษณ์แยกข้างซ้าย (L) และขวา (R) ชัดเจน

ให้เปิดการตั้งค่าบลูทูธในอุปกรณ์ของเราแล้วเลือกจับคู่กับ “WF-SP700N” จากนั้นให้หยิบหูฟังข้างขวาออกจากเคส หูฟังข้างขวาก็จะเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ของเราโดยอัตโนมัติ ขั้นตอนมากกว่าวิธีแรกอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ยุ่งยากเกินจะทำความเข้าใจ

หูฟัง WF-SP700N จะเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ได้จับคู่ไว้โดยอัตโนมัติเมื่อเราหยิบมันออกมาจากเคส และจะตัดการเชื่อมต่อให้เองเมื่อเราเก็บมันเข้าไปในเคส คุณสมบัตินี้ทำให้ผมปลื้มมาก (เอาไป 10/10) เพราะมันใช้งานสะดวกจริง ๆ ไม่ต้องมาคอยวุ่นวายกับการเปิด-ปิดตัวหูฟังเลย

การใส่ลงในเคสจะมีตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับหูฟังแต่ละข้าง ช่วงแรกที่ใช้งานอย่าลืมสังเกตให้ดีว่าใส่ถูกต้องแล้วและใส่ได้ลงล็อคพอดี หากตัวหูฟังมีปริมาณแบตเตอรี่พร่องลงไปตัวเคสจะทำการชาร์จไฟให้โดยอัตโนมัติ ในระหว่างการชาร์จจะมีจุดไฟสีแดงปรากฏที่ตัวหูฟังด้วย ไฟสีแดงนี้จะดับไปเองเมื่อชาร์จเต็มแล้ว

ในระหว่างการชาร์จหูฟังที่ใส่อยู่ในเคส

หูฟัง WF-SP700N จะใช้งานร่วมกับแอปฯ “Sony Headphones Connect” ในสมาร์ทโฟน iOS และ Android ตัวแอปฯ เปิดโอกาสให้เราสามารถทำอะไรกับหูฟังได้หลายอย่างเช่น การอัปเดตเฟิร์มแวร์, การปรับแต่งเสียงด้วย EQ, การควบคุมการเล่นเพลงโดยการเชื่อมโยงกับแอปฯ เล่นเพลงอื่น ๆ (Now Playing), การตั้งค่าโหมดคุณภาพเสียง (Sound Quality Mode), การตั้งค่า Ambient Sound Control และการตั้งค่า Quick Sound Settings

การตั้งค่าโหมดคุณภาพเสียง จะมี 2 ตัวเลือกคือ โหมดเน้นคุณภาพเสียงดี (Priority on Sound Quality) และโหมดเน้นการเชื่อมต่อเสถียร (Priority on Stable Connection)

การตั้งค่าส่วนต่าง ๆ ให้หูฟัง WF-SP700N ด้วยแอปฯ ในสมาร์ทโฟน

ซึ่งถ้าหากการเชื่อมต่อสัญญาณบลูทูธไม่ได้มีปัญหาอะไร การฟังเสียงไม่สะดุดติดขัดหรือขาด ๆ หาย ๆ แนะนำให้เลือกไว้ที่แบบแรกครับ เพราะมันจะได้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าเนื่องจากการรับ-ส่งสัญญาณจะเข้ารหัสแบบ AAC (Advanced Audio Coding) ในขณะที่โหมดเน้นการเชื่อมต่อเสถียรจะเข้ารหัสแบบ SBC (Sub-Band Coding) ซึ่งให้คุณภาพเสียงเป็นรองอยู่พอสมควรเลยทีเดียว เสียงโดยรวมจะทึบกว่า ความกว้างของเสียงจะหุบแคบลง ฟังไม่เพลินเท่าที่ควร

สำหรับการตั้งค่า Ambient Sound Control นั้น ดูจะเป็นการตั้งใจให้เข้ามาเลือกใช้ Ambient Sound Mode มากกว่าว่าจะเลือกใช้แบบไหนระหว่าง Ambient Sound – Voice Modeและ Ambient Sound – Normal Mode เพราะว่าในเวลาใช้งานจริงเราสามารถกดปุ่มที่หูฟังข้างซ้ายเพื่อสลับระหว่างโหมด Noise Cancelling → Ambient Sound Mode → Off วนสลับไปมาได้ ไม่ต้องเข้ามาเลือกในแอปฯ ให้ยุ่งยาก

สำหรับการตั้งค่า Quick Sound Settings ส่วนนี้จะเป็นเหมือน preset หรือเมนูตั้งค่าด่วน ที่เราสามารถตั้งค่าต่าง ๆ เอาไว้ล่วงหน้า เวลาจะเรียกใช้งานก็แค่กดปุ่มที่หูฟังข้างซ้าย 2 ครั้งติดกัน หูฟังก็จะเข้าโหมดทำงานตามค่าต่าง ๆ ที่เราได้ตั้งเอาไว้ล่วงหน้าที่เมนูนี้เลย ไม่ต้องเข้ามาตั้งค่าทีละอย่างในแอปฯ เป็นอีกหนึ่งการออกแบบที่พยายามอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ที่มีประโยชน์และใช้งานได้จริง

การใช้งาน
ผมใช้เวลาอยู่กับหูฟังรุ่นนี้อยู่เกือบเดือนเพื่อเก็บข้อมูล การใช้งานส่วนมากจะเป็นการใช้ตอนวิ่งออกกำลังกายกับอุปกรณ์ที่ตั้งอยู่ในบ้านเนื่องจากช่วงที่ผมรีวิวนี้เป็นช่วงหน้าฝนพอดี การออกกำลังกายในบ้านจึงสะดวกกว่าและยังได้ถือโอกาสทดสอบความทนทานต่อเหงื่อไปด้วยในตัว

นอกจากนั้นก็มีโอกาสได้หยิบไปใช้ตอนเดินทางไปต่างประเทศอยู่พักหนึ่ง ได้ทดลองใช้งานบนเครื่องบินเพื่อทดสอบ Noise Cancelling ตลอดจนใช้งานภายในสนามบินเพื่อทดสอบเทคโนโลยี Ambient Sound

ผลสรุปคือหูฟังรุ่นนี้สามารถทำงานได้จริงตามคุณสมบัติที่ถูกออกแบบมา ให้ความประทับใจในระดับดีถึงดีมาก ความประทับใจแรกคือการออกแบบหูฟังที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบาใส่นานไม่เจ็บหู ตามสเปคฯ แจ้งไว้ว่าหนักตัวละประมาณ 7.6 กรัม (ไม่รวมตัวดันหูกันหลุด)

ก้านซิลิโคนด้วยดันหูกันหลุด ให้มา 2 ขนาด M และ L

การออกแบบสามารถสวมใส่ใช้งานได้กระชับ ถ้าเลือกขนาดจุกซิลิโคนและตัวดันหูกันหลุดให้พอดีกับขนาดหูของเราแล้ว ในระหว่างกำลังกายแม้จะมีเหงื่อออกมากก็ไม่มีปัญหาลื่นหลุดออกจากหูเลย ตรงนี้ต้องขอชมว่าสมแล้วกับที่เป็นหูฟังแบบสปอร์ต ผมคิดว่าแม้จะเอาไปใส่เล่นกีฬาเอกซ์ตรีมมันก็ไม่หลุดหล่นง่าย ๆ ครับ… ว่าแต่อย่าเอาไปใส่ดำน้ำหรือว่ายน้ำเป็นพอ เพราะมันไม่ได้ถูกออกแบบให้กันน้ำได้ขนาดนั้น

เวลาหยิบหูฟังออกมาใช้งาน จะมีเสียงแจ้งเตือนในหูฟังข้างซ้ายซึ่งเป็นตัวหลักจะเริ่มแจ้ง การเปิดใช้งาน, การเชื่อมต่อ และระดับของแบตเตอรี่ในหูฟัง ทุกครั้งที่หยิบหูฟังออกมาใช้งานตัวหูฟังจะเข้าโหมด Noise Cencelling โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าครั้งล่าสุดเราจะใช้งานโหมดใด อยู่ การเปลี่ยนโหมดก็เพียงแค่กดปุ่มที่หูฟังข้างซ้าย

หูฟังรุ่นนี้ไม่มีปุ่มปรับความดังเสียง เวลาใช้งานก็ต้องยอมรับว่ามันสะดวกน้อยกว่าหูฟัง True Wireless ที่มีปุ่มปรับความดังอย่างหูฟัง Bose SoundSport Free อยู่พอสมควร

สำหรับฟังก์ชัน Hand-Free เพื่อใช้คุยสนทนาเวลาเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือก็ยังมีให้ใช้หูฟังรุ่นนี้ เท่าที่ผมได้ลองใช้งานดูปลายสายก็รายงานว่าฟังเสียงผมรู้เรื่องดี เพียงแต่เสียงอาจจะไม่ชัดใสเท่าการพูดใส่โทรศัพท์ (iPhone X) โดยตรงเท่านั้นเอง

ก่อนหน้านี้ผมอ่านเจอในสื่อออนไลน์ว่ามีผู้ใช้บางคนตำหนิมันไมโครโฟนในตัว WF-SP700N รับเสียงรบกวนรอบข้างเข้ามามากไปหน่อย ทำให้ปลายสายฟังเสียงของเราไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ส่วนตัวเท่าที่ผมลองมายังไม่เคยเจอปลายสายตำหนิในส่วนนี้ หรืออาจเป็นไปได้ว่าผมยังไม่ได้ใช้มันคุยสายในบริเวณที่มีเสียงจอแจมากจริง ๆ

ปุ่มมัลติฟังก์ชันที่หูฟังข้างขวา นอกจากจะใช้สั่งเล่น หยุดเพลงหรือข้ามเพลงแล้ว ยังสามารถกดค้างเพื่อ activate หรือเรียกใช้ Siri ใน iOS หรือ Google Assistant ใน Android ได้เช่นเดียวกับหูฟังบลูทูธหลาย ๆ รุ่นที่มีปุ่มคอนโทรล

นอกจากนั้นแล้วในเว็บไซต์ของโซนี่ยังมีข้อมูลแจ้งเอาไว้ว่า จะมีการอัปเดตให้หูฟังรุ่นนี้ละอีกหลาย ๆ รุ่นของโซนี่รองรับฟังก์ชัน Voice Assistant ใน Google Assistant ด้วย ซึ่งเข้าใจว่าจะเป็นฟังก์ชันที่มีการทำงานคล้ายกับที่อยู่ในหูฟัง Bose QuietComfort 35 wireless headphones II

ในช่วงเวลาที่ทำการรีวิวนี้ ฟังก์ชันดังกล่าวยังไม่ได้รับการอัปเดตให้ใช้งานได้ เพราะเมื่ออัปเดตให้ใช้งานได้แล้วในแอปฯ Sony Headphones จะมีเมนูให้ตั้งค่าปุ่มกดที่หูฟังด้านซ้ายว่ากดแล้วจะให้เป็นฟังก์ชันเลือกระบบลดทอนเสียงรบกวน (Ambient Sound Control) หรือเรียกใช้ฟังก์ชัน Google Assistant (อ้างอิงข้อมูลจาก https://www.sony.com/electronics/voice-assistant-headphones)

เท่าที่ลองใช้งานแบบไม่ได้มาจับเวลากันจริงจังพบว่า ตัวหูฟังสามารถใช้ออกกำลังกายได้จบหนึ่งรอบ หรือดูหนังที่มีความยาวตามปกติทั่วไปได้จนจบหนึ่งเรื่องได้สบาย ๆ ระดับแบตเตอรี่ที่เหลือสามารถดูได้คร่าว ๆ ที่แอปฯ ของเขาในสมาร์ทโฟน หรือฟังจากเสียงแจ้งเตือนตอนเปิดใช้งาน

ตามสเปคฯ โซนี่บอกว่าตัวเคสชาร์จไฟสามารถชาร์จหูฟังได้เต็มภายในเวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงครึ่ง และมีพลังงานมากพอที่จะชาร์จหูฟังได้อีก 2 รอบ ขณะที่แบตเตอรี่ในตัวเคสเองชาร์จเต็มได้ภายในเวลา 3 ชั่วโมง

หมายความว่าถ้าเราพกหูฟังชุดนี้ในสภาพชาร์จไฟเต็มทั้งระบบออกจากบ้าน เราจะใช้งานมันได้นานอย่างน้อย 3+3+3 = 9 ชั่วโมง โดยไม่ต้องชาร์จไฟเพิ่มเลย แต่จะไม่ใช่การใช้งาน “แบบต่อเนื่อง” เพราะทุกครั้งที่หูฟังต้องการชาร์จไฟใหม่ มันจะต้องชาร์จในเคสเก็บหูฟังเท่านั้น (โดยการใส่ตัวหูฟังไว้ข้างใน)

เรื่องที่ผมไม่ค่อยชอบใจสำหรับเคสของหูฟังตัวนี้คือ มันไม่มีการแสดงระดับพลังงานที่เหลืออยู่ในตัวมัน นั่นหมายความว่าในระหว่างใช้งานเราจะไม่มีโอกาสทราบเลยว่าตัวเคสมีพลังงานเหลือพอจะชาร์จหูฟังได้อีกมากน้อยแค่ไหน มีเพียงจุดไฟเล็ก ๆ สีแดงข้างพอร์ต Micro USB เท่านั้นที่คอยแสดงสถานะการชาร์จไฟให้ตัวเคส

ดังนั้นผมจึงอยากแนะนำให้ผู้ใช้หูฟังรุ่นนี้หมั่นเสียบชาร์จไฟให้ตัวเคสบ่อยครั้งเท่าที่ทำได้ เพื่อเป็นการรับประกันว่ามันจะอยู่ในสถานะพร้อมใช้งานอยู่เสมอ จุดนี้ต้องฝากทางโซนี่เก็บไปทำการบ้านด้วยนะครับ เพราะหูฟัง True Wireless ราคาถูกบางรุ่น ไม่ใช่แค่มีการบอกระดับพลังงานของแบตเตอรี่ในเคสนะครับ แต่ตอนชาร์จในเคสยังมองเห็นด้วยว่าหูฟังชาร์จเต็มหรือยังโดยไม่ต้องเปิดเคสออกมาดูเลย

คุณภาพเสียง
มีหลายคนพอทราบว่าผมกำลังรีวิวหูฟังรุ่นนี้ก็ตั้งคำถามทันทีว่า มันเสียงดีไหม? ถ้าให้ตอบในเงื่อนไขเมื่อเปรียบเทียบกับหูฟัง True Wireless ด้วยกันแล้ว ผมไม่ลังเลใจเลยที่จะตอบว่า SONY WF-SP700N เป็นหูฟัง True Wireless ที่จัดอยู่ในกลุ่มเสียงดีครับ มันให้ประสบการณ์และความประทับใจเหมือนตอนที่ผมได้ฟังเสียงของ Bose SoundSport Free ซึ่งผมยกให้เป็นหูฟัง True Wireless ที่เสียงดีที่สุดเท่าที่ผมเคยฟังมา

เมื่อเทียบกับหูฟังของโบส มันให้เสียงที่มีมิติเวทีเสียงแคบกว่า เสียงกลางมีความเป็นธรรมชาติน้อยกว่า อย่างน้อยก็ตามมาตรฐานรสนิยมการฟังของผม แต่ทั้งหมดนั้นมิได้ทำให้หูฟังของโซนี่หลุดพ้นจากมาตรฐานของคำว่า “เสียงดี” ไปแต่อย่างใด

WF-SP700N ที่ใช้ไดรเวอร์แบบไดนามิกขนาด 6 มิลลิเมตร แม่เหล็กนีโอไดเมียม มีช่วงตอบสนองความถี่ 20Hz – 20,000Hz เหมือนกับที่ใช้ใน WF-1000X ยังคงให้รายละเอียดของเสียงที่แยกแยะเสียงต่าง ๆ ได้ดี มีความสะอาดสดใสของเสียง

ทดลองฟังเพลงโดยใช้งานร่วมกับ LG V30+

เสียงในแต่ละย่านความถี่ที่ฟังออกชัดเจนว่าผ่านการปรับจูนมาให้ฟังสนุก เสียงแหลมชัดแต่ไม่หยาบ เสียงทุ้มนุ่มแน่นสมกับที่ตีตรา EXTRA BASS มาบนหน้ากล่อง เสียงกลางอิ่มเอิบมีน้ำมีนวล แต่ละย่านความถี่เสียงที่ฟังออกว่าผ่านการปรับแต่งมาบ้างมาแล้ว (ไม่ได้ flat มาก) ก็ไม่ได้มาซ้อนทับกันเองจนมั่ว

การแยกมิติเสียงสเตริโอมีความชัดเจนและมีความกว้างขวางไม่กระจุกกองกันอยู่ตรงกลาง หรือเสียวกว้างแบบกลวง ๆ แน่นอน เชื่อมั่นได้เลยครับ จะฟังแบบเอาสาระจริงจังหรือฟังเรื่อย ๆ กับเพลงทั่วไปผมรับรองไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

ทั้งหมดนั้นคือความเห็นจากการฟังตามมาตรฐานของผมคือ ฟังแบบ flat ไม่มีการปรับแต่งเสียงใด ๆ นั่นหมายความว่า เรายังสามารถปรับแต่งเสียงให้ตรงตามรสนิยมหรือการใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ ได้อีกจาก EQ ในแอปฯ ของหูฟังเอง หรือจากตัวแอปฯ ที่ใช้เล่นเพลง

และเป็นเรื่องน่ายินดีที่ว่าการปรับโหมดเสียงต่าง ๆ ในส่วนของ Ambient Sound Control นั้นไม่กระทบกับคุณภาพของเสียงเลย สามารถใช้งานในส่วนนี้ได้อย่างสบายใจ

ลักษณะการสวมใส่ใช้งานจะเห็นว่ามองเผิน ๆ แล้วเหมือนไม่ได้ใส่หูฟังเลย สะดวกและคล่องตัวมาก

ในกรณีที่ใช้งานแล้วได้ยินเสียงลมเล็ดลอดเข้ามารบกวนการฟังหรือสร้างความรำคาญ เช่น เสียงลมจากพัดลม, เสียงลมที่เข้ามาทางหน้าต่างรถยนต์, เสียงลมธรรมชาติในบริเวณที่นั่งฟัง หรือลมที่พัดสวนเข้ามาในระหว่างขี่ัจักรยาน ผมแนะนำให้ปรับ Ambient Sound Control ไปที่โหมด OFF ครับ มันจะกันเสียงลมได้ดีที่สุด ดีกว่าโหมด Noise Cancelling เสียงอีก ระบบ Noise Cancelling ในหูฟังรุ่นนี้จะมีผลในการลดทอนเสียงรบกวนในย่านความถี่ต่ำ ๆ ประเภทเสียงอื้ออึงหรือเสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์กลไกเสียมากกว่า

อีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนตั้งคำถามคือ มันใช้ดูวิดีโอแล้วเสียงจะดีเลย์ไหม เรื่องนี้ต้องยอมรับว่าเป็น pain point ปมด้อยของหูฟังแบบ True Wireless เสียงดีหลาย ๆ ตัว

กับ WF-SP700N ผมลองใช้มันในระหว่างดูคลิปวิดีโอในยูทูบ ในเฟซบุ๊ก พบว่าเสียงของมันก็ดีเลย์ครับ ดีเลย์ชัดเจนเลยทีเดียว ลองเลือกโหมดเสียงไปที่ Priority on Stable Connection แล้วก็ไม่ได้ช่วยครับ

แต่… ต้องมีแต่ครับ เพราะผมพบว่ามันไม่ได้ดีเลย์เสมอไป กับบางแอปฯ ที่ใช้เล่นวิดีโอ มันกลับไม่มีการดีเลย์ของเสียงครับ เช่น วิดีโอที่ผมถ่ายไว้ใน iPhone X แล้วเปิดเล่นจากในตัวแอปฯ Photos เอง หรือวิดีโออื่น ๆ ที่เปิดเล่นด้วยแอปฯ VLC ในไอโฟน หรือวิดีโอที่เปิดดูจาก Netflix สำหรับ Netflix ในบางครั้งที่เกิดเสียงดีเลย์ให้หยุดเล่นแล้วเริ่มเล่นใหม่อีกครั้ง เสียงจะซิงค์ตรงตามปาก

อย่างไรก็ตามมันมีเงื่อนไขอีกว่าต้องเป็น Netflix ที่เปิดในอุปกรณ์ iOS เท่านั้น (ลองกับ iPhone X และ iPad 6th Gen) เมื่อลองกับ Netflix ในอุปกรณ์ Android อย่าง LG V30+ ผมพบว่ามันก็ยังมีการดีเลย์ของเสียงอยู่

ใช้ฟังเสียงตอนดูหนังได้ เสียงไม่ดีเลย์ ถ้าใช้ Netflix ใน iOS

SONY WF-SP700N เหมาะกับใคร
ผมคิดว่าคนที่ได้ลองจับหรือใช้งาน WF-SP700N น่าจะทึ่งกับคุณสมบัติของมันไม่น้อย ทึ่งที่ว่าหูฟังตัวแค่นี้มันสามารถทำอะไรต่อมิอะไรได้มากมายเกินความคาดหมาย ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า “beyond expectation”

WF-SP700N เหมาะกับผู้ที่ต้องการหูฟังไร้สายแบบ True Wireless ที่มีคุณภาพเสียงดีในระดับไว้ใจได้สักชุดสำหรับใช้งานในกิจวัตรประจำวันทั่วไป ใช้ในระหว่างการเดินทาง หรือใช้ในระหว่างการออกกำลังกาย และการใช้งานส่วนใหญ่เป็นการใช้เพื่อการฟังเพลงเป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อรับชมวิดีโอ นอกจากว่าการรับชมวิดีโอนั้นเป็นการชมวิดีโอจาก Netflix ด้วยอุปกรณ์ iOS ระหว่างการวิ่งอันแสนน่าเบื่อบน treadmill ในยิม


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด (ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์:)
โทร 0-2715-6100
โทรฟรี: 1800 231991 (เฉพาะเบอร์บ้านในต่างจังหวัด)
ราคา 7,490 บาท

มนตรี คงมหาพฤกษ์

บรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้นจากความหลงใหลงานอิเล็กทรอนิกส์ ดี.ไอ.วาย. จากนั้นก็มาชอบเครื่องเสียง เล่นทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังจริงจังกับเรื่อง Voice Assistant และ AI

มนตรี คงมหาพฤกษ์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.