รีวิว Wharfedale : Diamond 220 Series

โจทย์ที่ผมเคยคุยไว้กับบก. นานแล้วก็คือ อยากหาชุดลำโพงโฮมเธียเตอร์ให้กับคนที่อยากเริ่มต้นเล่นระบบเสียงเซอร์ราวด์ แต่ว่ายังอยากจะเอามาฟังเพลงชิว ๆ สบาย ๆ ได้ด้วย ต้องอยู่ในชุดเดียวกัน บางคนรักพี่เสียดายน้อง ตัดสินไม่ถูกลังเลว่าไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง อันที่จริงถ้ามีงบพอมันก็คงไม่มีปัญหาหรอกครับ จะเอาดี ๆ เท่าไหร่จัดได้หมด

แต่ถ้ากำหนดงบประมาณสัก 30,000 บาทนิด ๆ ล่ะก็ เริ่มเครียดละต้องเบ็ดเสร็จ 5.1 channel ด้วยเป็นราคานี้เป็นราคาที่เราคิดว่าสามารถทำให้เราไปถึงฝันนั้นได้ จริง ๆก็เล็งไว้ล่วงหน้าแล้วตั้งแต่ตอนที่ทดสอบลำโพง Wharfedale ในซีรีย์ 200 มันมีลำโพงอยู่รุ่นหนึ่งในซีรี่ส์นี้ที่ตอนทดสอบแอบซ่อนศักยภาพโดดเด่นเอาไว้จนทำให้อยากกลับเอามันมาทดสอบอีกครั้ง แต่เอาเป็นแบบชุดเล็ก เด็กจิ๋ว แต่คุณภาพต้องเอามาผ่านหูเราก่อน

ปัญหาหนักอกที่คิดล่วงหน้าอยู่นานก็คือแล้วเราจะไปหาซับวูฟเฟอร์ที่สมน้ำสมเนื้อมาจากไหน ยิ่งจำกัดด้วยค่าตัวของทั้งชุดต้องไม่เกิน 30,000 บาท หักค่าตัวของซับวูฟเฟอร์แล้วน่าจะอยู่ที่ไม่เกิน 10,000 บาท ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ สุดท้าย ผมก็พบทางออกมัน

Overview & Design
หลายคนคงรู้จัก Series ลำโพง Diamond ของ Wharfedale อันนี้ถ้ายังไม่รู้ก็ต้องชวนเชิญไปอ่านตัวทดสอบก่อนหน้านี้ ทดสอบ Wharfedale 200 Series สำหรับชุดนี้พระเอกของเราก็คือ Diamond 220 เป็นลำโพง 2 ทางขนาดวูฟเฟอร์ 5 นิ้ว ลำโพงซีรีย์นี้ของ Wharfedale ขึ้นชื่อว่าเป็น Hi-Fi ของแท้ที่ราคาถูก ทั้งวัสดุและงานการประกอบเกินราคา

ใช้ตัววูฟเฟอร์ที่เป็นเคฟล่า ขนาด 5 นิ้ว (ใน center รุ่น Diamond 220C ที่อยู่ในชุดเดียวกันใช้ 2 ตัว) ตัวหน้ากาก ลำโพง จะถูกออกแบบให้เกาะติด กับตัวไดรเวอร์ เป็นหมุดพลาสติกยึดที่สามารถดึงออกได้ง่าย เดิน เส้นขอบของไดรเวอร์แต่ละตัวด้วย สีอลูมิเนียมเด่นตัดกับแผงหน้าลำโพงที่ประกบตัวตู้ไว้ด้วยไม้กรอสซี่สีดำ ทำให้ลำโพงดูมีราคาขึ้นมาได้อีก

จุดเด่นของลำโพงในรุ่นนี้อยู่ที่การออกแบบตัวตู้ มันไม่ใช่ลำโพงตู้ปิดแน่นอน แต่คุณจะไม่เห็นช่องระบายอากาศ เป็นท่อพอร์ตเหมือน Diamond รุ่นก่อนก่อน Wharfedale เรียกการออกแบบนี้ว่าแบบ Slot loaded คือใต้ฐานลำโพงจะถูกยกขึ้นมาประมาณ 1 เซ็นฯ ท่อพอร์ตจะอยู่ด้านล่างของลำโพง ระบายอากาศให้ออกมาตามร่องของฐานรอบตัวตู้

คือจริง ๆ มันก็คือลำโพงตู้เปิดนี่แหละ แปลว่าสัดส่วนของมวลอากาศ หรือเสียง ความถี่ต่ำด้านในไม่ได้ออกมาช่วยเสริมกับเสียงโดยรวมของลำโพงสักเท่าไหร่ แต่ให้ความอิสระของตัววูฟเฟอร์ในการเคลื่อนที่ ไม่หน่วงรั้งไว้เหมือนลำโพงตู้ปิด อาจจะเรียกได้ว่าเป็น ตรงกลางของลำโพงตู้ปิดกับลำโพงตู้เปิดก็ว่าได้

จริง ๆ วิธีคิดแบบ slot load หรือ slot loading ไม่ใช่อะไรใหม่ย้อนประวัติกลับไปในยุคทศวรรษที่ 60 จะเรียกว่าเป็นยุคแรก ๆ ของการลองผิดลองถูกเพื่อหาวิธีนำเสียงความถี่ต่ำให้ออกมาจากตู้ลำโพงช่วยในการหยุดการสั่นค้างของลำโพง เพิ่มบางช่วงของความถี่ต่ำขึ้นมาอีกเล็กน้อย

ขณะเดียวกันกับที่ทำให้เสียงความถี่ต่ำที่ออกมาต่อเนื่องไหลลื่นมากขึ้นแต่ว่า Whafedale นำวิธีนี้มาดัดแปลงเล็กน้อยแต่กลับได้ผลลัพธ์เกินคาด ทั้ง Diamond 220 และ Diamond 220c ที่เป็นลำโพงเซ็นเตอร์โดยใช้เทคนิคนี้ออกแบบตัวตู้

การที่จะเอา Diamond 220 มาเป็นลำโพงคู่หน้าจำเป็นที่จะต้องใช้ขาตั้งลำโพง เราใช้ขาตั้งลำโพงที่มีความสูง 24 นิ้ว กับโซฟาที่เรานั่งทำให้ทวิตเตอร์ของลำโพงอยู่ในระดับหูของเราพอดี ส่วนกับลำโพง center ก็วางบนขาตั้งเดิมที่ต่ำลงมากว่าลำโพงหลักนิดนึง ลำโพงทุกแชนเนล ยกเว้นซับวูฟเฟอร์ของ Diamond รุ่นนี้สามารถต่อสายลำโพงแบบไบร์วายได้ทั้งหมด แต่ในการทดสอบของเราใช้ ทั้ง Single Wire และ Bi-Wire กับสายราคาประหยัด และออดิโอไฟล์เกรด ที่พอจะเฟ้นคุณภาพของลำโพงชุดนี้ออกมาได้

Front-Firing or Down-Firing Subwoofer? ขับหน้า หรือยิงลงพื้น
โจทย์ที่ยากที่สุดอย่างที่ผมก่อนนะไว้ตอนแรกก็คือทำยังไงจะหาลำโพง subwoofer มาเข้าชุดกับกับ system นี้ ปัญหาก็คือมันต้องราคาไม่กระโดดไปมาก ทีแรกกะจะไปเข้าชุดกับซับวูฟเฟอร์ของยี่ห้ออื่นด้วยซ้ำ พอดีกับได้ข่าวจากน้องเบิร์ดไฮ-ไฟทาวเวอร์ว่า Whafedale ก็มีลำโพงซับวูฟเฟอร์ราคาประหยัดอยู่เหมือนกัน เห็นทีจะต้องลองซับฯ ของเขากันดูก่อน มันคือรุ่น WH-S10E เป็นซับวูฟเฟอร์ที่มีขนาดไดรเวอร์ 10 นิ้ว 1 ตัวยิงออกด้านหน้า แถมยังเป็นตู้ปิดอีกต่างหาก

ซึ่งปกติแล้วซับวูฟเฟอร์ของ Whafedale นิยมยิงลงพื้นเป็นตู้เปิด เกือบทั้งหมดทำให้เกิดความสงสัยขึ้นมาแล้ว หรือ Wharfedale กำลังทดลองอะไรอยู่

ตามมาดูด้านกำลังขับกันก่อน กำลังขับของมันอยู่ที่ 215 วัตต์ พีคได้ 450 วัตต์ ซึ่งก็ไม่น้อยกับ ซับวูฟเฟอร์ที่มีน้ำหนักตัวประมาณ 15 กิโล การตอบสนองความถี่ของมันที่อยู่ในสเปค อยู่ที่ 35Hz ถึง 120Hz มีช่องรับ input ที่เป็น RCA แบบสเตอริโอ โดยมีช่องนึงที่ใช้ร่วมกับ LFE channel สำหรับใช้งานในโฮมเธียเตอร์ในส่วนของการปรับแต่ง ซับวูฟเฟอร์ตัวนี้ให้การปรับแต่งเหมือนกับซับวูฟเฟอร์ตัวใหญ่ ๆ มีทั้งปุ่มวอลลุ่ม และการปรับครอสโอเวอร์แบบปุ่มหมุนลิเนียร์ตั้งแต่ 40 ถึง 120 Hz

ถัดมาเป็นปุ่มปรับเฟสที่เป็นสวิตช์โยก เลือกได้ที่ 0 องศากับ 180 เลื่อนลงมาก็จะเป็นปุ่มเลือกการเปิด-ปิด ในแบบออโต้ถ้าปรับปุ่มนี้ไว้เป็น On เราไม่ต้องมานั่งเปิดปิด power ของซับวูฟเฟอร์ตัวนี้ให้ยุ่งยาก เพราะเมื่อมันมีสัญญาณจากอินพุตเข้ามามันจะทำงานเอง

ระบบไฟ AC ก็จะเป็นปลั๊กแบบสามขาที่อุปกรณ์เครื่องเสียงนิยมใช้ทั่วไป สามารถถอดเปลี่ยนได้ อ้อ..เขามีขาตั้งติดตัวเป็นขายางมาติดมาให้ด้วย ส่วนหน้ากากลำโพงก็จะเป็นวงกลมครอบเฉพาะตัวดอกวูฟเฟอร์คล้าย ๆ กับ Diamond รุ่นอื่น ๆ

ทุกอย่างที่มีในตัวมันผมว่ามันครบนะ ขาดอย่างเดียว เสียงยังไม่สะใจ ความถี่ต่ำที่มันทำได้ ยังไม่ลงไปลึก และมีปริมาณในระดับที่สามารถสร้างความตื่นเต้นในการดูหนังตามระดับของผมได้ จริง ๆมันก็เป็นบุคลิกของลำโพงซับวูฟเฟอร์ตู้ปิดที่เน้นความเป็นตัวตนของตัวเอง อาจจะทำได้ดีกว่านี้อยู่ถ้าเป็น 2.1 แชนแนลที่ไม่ต้องการความถี่ต่ำที่มี SPL ( Sound Pressure Level) มาก ๆ แต่ถ้าเป็น 5.1 channel ยังไงซะก็ต้องมีแบบเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้ก่อน ก็มาถึงการหาวิธีจัดการให้มันได้ดังใจ

ค่าที่เซ็ตไว้กับการฟังแบบ 2.1 แชนเนลก่อน แต่กับ โฮมเธียเตอร์ต้องบิด Crossover ไปที่ 150Hz สุด

กรวยแหลมที่รองแทนขาทำให้ซับฯ ตัวนี้กลายเป็นยิงลงพื้น

กรวยแหลม หรือที่คนเล่นเครื่องเสียงเรียกว่า ทิปโท เป็นกรวยโลหะขนาดความสูง 1 นิ้วครึ่ง เอามาทำไมครับ เอามารองให้กรวยวูฟเฟอร์มันทิ่มลงพื้น WH-S10E เลยกลายมาเป็น WH-S10E รุ่นยิงพื้นตัวแรก
ไม่ได้พูดเล่นนะครับ ทำจริง ฟังจริง กลายเป็นว่าทิปโทสี่ตัวนี่แหละจะเปลี่ยนให้ WH-S10E กลายเป็นพระเอกในชุดนี้เลยทีเดียวเชียว

ธนภณ พูลเจริญ

Content Contributor ที่ปรารถนาจะถ่ายทอดประสบการณ์ในแวดวงโฮมเธียเตอร์ ทีวี และระบบเสียงมัลติรูมในแง่ของความคุ้มค่าของการใช้งาน เปิดมุมมองสู่ความต้องการที่ชัดเจนให้กับผู้บริโภคที่ชื่นชอบเทคโนโลยี

ธนภณ พูลเจริญ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.