DAC คืออะไร? External DAC อัปเกรดคุณภาพได้จริงหรือ?

ระบบเสียงดิจิทัลหรือ digital audio นั้นถือกำเนิดขึ้นบนโลกและเริ่มถูกใช้แทนที่ระบบเสียงอะนาล็อกมาตั้งแต่ช่วงปี 1970 นับถึงเวลานี้ก็เป็นเวลาเกือบ 50 ปีแล้ว

ในช่วงแรกนั้นผู้คนอาจพูดถึงระบบเสียงดิจิทัลในภาพรวม ต่อมาจึงได้มีการลงลึกไปในรายละเอียดแต่ละส่วน และส่วนหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคปัจจุบันก็คือ “DAC”

ทราบหรือไม่ว่า ในทุกวันนี้ชีวิตประจำวันของเราอาจมีหลายกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน DAC อยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะ DAC ไม่ได้มีอยู่แค่ในระบบเสียง แต่ยังมีอยู่ในระบบภาพ ระบบควบคุมต่าง ๆ ด้วย

โดยทั่วไป DAC มีอยู่ในคอมพิวเตอร์, แท็บเล็ต, สมาร์ทโฟน, สมาร์ททีวี, เครื่องเล่นเพลงระบบดิจิทัล, เอวีรีซีฟเวอร์, เกมคอนโซล ฯลฯ พูดได้ว่าอุปกรณ์ดิจิทัลสมัยใหม่แทบจะทุกรุ่นจะมีวงจร DAC อยู่ในตัวมันอยู่แล้ว

DAC คืออะไร?
DAC ย่อมาจากคำว่า “Digital to Analog Converter” ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า ตัวแปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นอะนาล็อก เพราะว่ามนุษย์เราไม่สามารถเข้าใจภาษาแบบดิจิทัลได้ ดังนั้นสัญญาณข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งสัญญาณเสียงที่เข้ารหัสดิจิทัลมาจึงต้องผ่านการแปลงให้เป็นสัญญาณแบบอะนาล็อกเสียก่อน

อย่างที่ได้เรียนไว้ข้างต้นแล้วว่าโดยทั่วไปวงจร DAC จะมีอยู่ในอุปกรณ์ดิจิทัลเช่น คอมพิวเตอร์, แท็บเล็ต, สมาร์ทโฟน, สมาร์ททีวี, เครื่องเล่นเพลงระบบดิจิทัล, เอวีรีซีฟเวอร์, เกมคอนโซล รวมทั้งเครื่องเสียงระบบดิจิทัลอยู่แล้ว

ในปัจจุบันแม้แต่เครื่องขยายเสียงหรือแอมปลิฟายเออร์บางรุ่นก็มีการผนวกเอา DAC มารวมไว้ในตัวด้วย สังเกตได้จากที่ตัวเครื่องมีอินพุตสามารถรับสัญญาณดิจิทัลได้โดยตรง

ในขณะที่มี DAC อีกจำนวนหนึ่งที่ถูกสร้างให้แยกชิ้นออกมาทำหน้าที่เป็น “External DAC” อย่างเดียว โดยมุ่งหวังว่าจะช่วยอัปเกรดคุณภาพเสียงให้ดีกว่า DAC ที่มีอยู่ในตัวอุปกรณ์เหล่านั้น เนื่องจาก External DAC มักจะที่มีคุณภาพที่ดีกว่า สามารถแปลงเอาสัญญาณอะนาล็อกกลับมาคืนมาได้ครบถ้วนมากกว่า มีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนน้อยกว่า

โดยทั่วไปใน DAC ส่วนใหญ่ทั้ง Internal DAC และ External DAC จะประกอบไปด้วย ภาครับสัญญาณจากขั้วต่อและอินเตอร์เฟซต่าง ๆ, วงจรกำเนิดสัญญาณนาฬิกาหรือ clock เพื่อควบคุมจังหวะการทำงานของการแปลงสัญญาณ, วงจรถอดรหัสและดิจิทัลฟิลเตอร์, วงจร DAC (I/V Converter), อะนาล็อกเอาต์พุต รวมถึงภาคจ่ายไฟ แต่ละส่วนล้วนแล้วแต่มีผลต่อคุณภาพเสียงทั้งสิ้น

อย่างเช่น ถ้าส่วนของสัญญาณนาฬิกามีความคลาดเคลื่อนจะทำให้เกิดปัญหาหนึ่งที่เรียกว่าจิตเตอร์ (jitter) ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อคุณภาพเสียงโดยตรง

External DAC ระดับไฮเอ็นด์รุ่น 380D DSD ของยี่ห้อ Moon

อีกหนึ่งคุณสมบัติสำคัญโดยเฉพาะในปัจจุบันของ DAC ที่ใช้งานในวงการเครื่องเสียงบ้านก็คือ ความสามารถในการรองรับ hi-res audio หรือไฟล์เสียงรายละเอียดสูง ทั้งฟอร์แมต PCM (Pulse Code Modulation) และ DSD (Direct Stream Digital, 1bit/2.8224 MHz) เช่น PCM 24bit/96kHz, 24bit/192kHz หรือ DSD64, DSD128 แตกต่างจาก DAC ในยุคแรก ๆ ที่เน้นให้รองรับแค่ฟอร์แมต CD Audio ซึ่งเป็น PCM 16bit/44.1kHz เท่านั้น

นอกจากเรื่องของฟอร์แมตและ resolution ของสัญญาณแล้ว ยังมีเรื่องของการเชื่อมต่อที่ต้องพิจารณา เพราะ DAC สมัยใหม่อาจมีขั้วต่ออินพุตให้เลือกใช้หลายรูปแบบเช่น Coaxial, Optical (TOSLink), AES/EBU, USB หรือ Ethernet บ้างก็สามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น Bluetooth หรือ Wi-Fi

โดยทั่วไปแต่ละอินพุตอาจมีความสามารถในการรองรับความละเอียดของสัญญาณที่แตกต่างกันได้ เช่น อินพุต USB รองรับได้ถึง PCM 32bit/384kHz และ DSD128 แต่อินพุต Optical อาจรองรับได้แค่ PCM 24bit/192kHz เป็นต้น

External DAC พกพาระดับไฮเอ็นด์จาก ALO ใช้หลอดสุญญากาศในวงจรอะนาล็อกเอาต์พุต
Audioquest DragonFly Red ต่อเพิ่มคุณภาพเสียงให้กับไอโฟน

นอกจากนั้น DAC บางรุ่นอาจถูกออกแบบให้สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ด้วย บางรุ่นสามารถใช้งานแบบพกพาได้ (portable) โดยมีแบตเตอรี่แบบชาร์จไฟซ้ำได้ในตัวเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้า บ้างก็ออกแบบให้ใช้พลังงานไฟฟ้าจากพอร์ต USB โดยตรงเช่น Meridian Explorer 2 หรือ Audioquest DragonFly

จำเป็นแค่ไหนที่จะต้องอัปเกรดด้วย External DAC?
มาถึงจุดนี้เราได้ทราบกันแล้วว่า DAC แต่ละตัวมีคุณสมบัติและคุณภาพที่แตกต่างกัน ใน DAC ราคาประหยัดทั่วไป หากออกแบบมาไม่ดีพอก็อาจด้อยกว่าทั้งในแง่ของการรองรับไฟล์เสียงและคุณภาพเสียง

บ้างใช้วงจรอิเล็กทรอนิกส์คุณภาพต่ำ หรือเป็นวงจรอย่างง่ายที่ออกแบบมาแค่ให้มีเสียงออกมา แต่ไม่ได้เอาใจใส่ในเรื่องของ jitter, การแยกช่องสัญญาณ รวมทั้งเรื่องของสัญญาณรบกวน โดยเฉพาะ DAC ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์, สมาร์ทโฟน หรือเครื่องเล่นดิจิทัลออดิโอ/วิดีโอ (DVD, Blu-ray, Android Box, Apple TV) ทั่วไปที่ไม่ได้เน้นคุณภาพเสียง

ในกรณีเช่นนี้การพิจารณาเลือกอัปเกรดด้วย External DAC ก็มีโอกาสจะได้เสียงที่ดีกว่า หรือทำให้สามารถเล่นไฟล์ hi-res audio ได้รายละเอียดครบถ้วนสมบูรณ์กว่า

LG V30
Huawei MediaPad M5 ก็เป็นอีกหนึ่งแท็บเล็ตที่เน้นคุณภาพเสียง

อย่างไรก็ดีในปัจจุบันมีสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตบางรุ่นที่ผู้ผลิตตั้งใจออกแบบให้มีคุณภาพเสียงดีเป็นพิเศษ ด้วยการเลือกใช้ชิป DAC คุณภาพสูงที่รองรับไฟล์เสียง hi-res audio ได้โดยตรง อย่างเช่น สมาร์ทโฟน LG รุ่น V30 หรือแท็บเล็ต Huawei MediaPad M5 เป็นต้น ในกรณีนี้การเพิ่ม External DAC ก็อาจไม่ได้ช่วยเพิ่มคุณภาพได้อย่างที่คิดก็เป็นได้โดยเฉพาะ External DAC ในระดับราคาย่อมเยา

ดังนั้นไม่ได้หมายความว่าการเพิ่ม External DAC แล้วจะต้องได้คุณภาพที่ดีขึ้นเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับพื้นฐานคุณภาพของ Internal DAC ที่มีอยู่ในตัวอุปกรณ์เองด้วย

ดังนั้นก่อนตัดสินใจอัปเกรดอุปกรณ์ของเราด้วย External DAC ควรหาโอกาสลองฟังให้มั่นใจก่อนการตัดสินใจลงทุนนะครับ เพราะว่า External DAC บางรุ่นอาจแค่ทำให้ “เสียงเปลี่ยน” แต่ไม่ได้ให้คุณภาพเสียงที่ “เหนือกว่า” จนคุ้มค่าการลงทุนก็เป็นได้ครับ

มนตรี คงมหาพฤกษ์

บรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้นจากความหลงใหลงานอิเล็กทรอนิกส์ ดี.ไอ.วาย. จากนั้นก็มาชอบเครื่องเสียง เล่นทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังจริงจังกับเรื่อง Voice Assistant และ AI

มนตรี คงมหาพฤกษ์

One thought on “DAC คืออะไร? External DAC อัปเกรดคุณภาพได้จริงหรือ?

  • Avatar
    September 4, 2018 at 4:52 pm
    Permalink

    ส่วนใหญ่ สมัยนี้ก็ไม่ต่างกันมากแล้วครับ มือถือ แทปเล็ต ดีๆ สมัยนี้ เสียงดีมากๆๆๆๆๆๆ

    และ แม้แต่ มือถือหรือแทป ที่อ้างว่า ใช้ชิปเสียงดีๆ ท้ายแล้ว อาจไม่ดีกว่า ตัวอื่นก็ได้อาทิ

    https://pantip.com/topic/38024152

    Reply

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.